UIP
Thu, 13 Jun 2013 10:15:00 GMT | By ๊UIP

Despicable Me - มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 2



ชื่อไทย:  มิสเตอร์แสบ ร้ายเกินพิกัด 2
วันที่เข้าฉาย: 4 กรกฏาคม 2556
จัดจำหน่าย:  บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์อีสต์)

ข้อมูลงานสร้าง

                Despicable Me ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์จากยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ ได้สร้างความบันเทิงให้กับผู้ชมทั่วโลกในปี 2010 และกวาดรายได้กว่า 540 ล้านเหรียญ และกลายเป็นภาพยนตร์อนิเมชันที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับสิบในประวัติศาสตร์อเมริกา และในซัมเมอร์ปี 2013 เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความวุ่นวายของเหล่ามินเนียนใน Despicable Me 2 ได้เลย

                คริส เมเลแดนดรีและทีมงานที่โด่งดังของเขา ได้สร้างการผจญภัยสุดหฤหรรษ์ครั้งใหม่ ที่เป็นการกลับมาของ (อดีต?) ซูเปอร์วายร้าย กรู (สตีฟ คาร์เรลล์แห่ง The 40-Year-Old Virgin, Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!), ลูกสาวที่น่ารักของเขา, เหล่ามินเนียนที่ตลกขบขันอย่างคาดไม่ถึง...และกลุ่มตัวละครหน้าใหม่สุดฮา

               บัดนี้ เมื่อกรู จอมวางแผน ได้ทิ้งชีวิตอาชญากรไว้เบื้องหลัง เพื่อเลี้ยงดูมาร์โก้ (มิแรนด้า คอสโกรฟจากซีรีส์ iCarly), อีดิธ (ดานา ไกเออร์จาก Bullied) และแอ็กเนส (เอลซีย์ ฟิชเชอร์จากซีรีส์ Masha and the Bear) กรู, ดร.เนฟาริโอ (รัสเซล แบรนด์จาก Get Him to the Greek, Hop) และพวกมินเนียนก็เลยมีเวลาว่างเป็นของตัวเองอย่างเหลือเฟือ              

                แต่ขณะที่เขาเริ่มจะปรับตัวในฐานะแฟมิลีแมนในย่านชนบท องค์กรลับสุดยอดที่มุ่งมั่นกับการสู้กับปีศาจร้ายทั่วโลกก็ได้เดินเข้ามา ตอนนี้ เป็นหน้าที่ของกรูและลูซี่ ไวลด์ คู่หูใหม่ของเขา (คริสติน วิก แห่ง Bridesmaids, รายการ Saturday Night Live) ที่จะค้นหาว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจเพื่อจับตัวเขามาลงโทษให้ได้ เพราะคงต้องใช้อดีตสุดยอดวายร้ายของโลกเท่านั้นแหละถึงจะจับคนที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะมาแทนที่เขาได้...

               ผู้ที่ได้ร่วมงานกับทีมนักพากย์ที่กลับมาทำงานใน Despicable Me 2 คือเคน จอง (ไตรภาค The Hangover, ซีรีส์ Community)ในบทฟลอยด์ อีเกิล-ซัง เจ้าของคลับทำผมท่าชายและผู้ต้องสงสัยสำหรับอาชญากรรมที่น่ารังเกียจที่สุดที่โลกต้องเผชิญนับตั้งแต่กรูวางมือจากวงการ, สตีฟ คูแกน ในบท ไซลัส แรมส์บอททอม เจ้านายของลูซี่ในลีกแอนตี้วายร้าย และสุดยอดสายลับผู้ซึ่งนามสกุลของเขามักจะทำให้พวกมินเนียนขบขันอยู่เสมอ, โมเสส อาเรียส (Hannah Montana, The Secret World of Arrietty) ในบทแอนโทนิโอ หนุ่มหล่อที่มาร์โก้หลงรัก (และทำให้กรูรำคาญอย่างสุดแสน) และเบนจามิน แบรทท์ (Miss Congeniality, Snitch) ในบทเอดัวร์โด้ เปเรซ พ่อของแอนโทนิโอ เจ้าของภัตตาคารซัลซา แอนด์ ซัลซา และชายผู้อาจจะเป็นหรืออาจจะไม่เป็นซูเปอร์วายร้ายที่ร้ายกาจที่สุด เอล มาโช ก็เป็นได้ Despicable Me 2 เป็นการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของสองผู้กำกับมากฝีมือ คริส เรโนด์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์ (ภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลแอนนี อวอร์ด No Time for Nuts, Dr. Seuss’ The Lorax) และปิแอร์ คอฟฟิน (Minions) ผู้เนรมิตชีวิตที่คาดไม่ถึงและสดใสให้กับการผจญภัยครั้งแรก ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดยคริส เมเลแดนดรี (Despicable Me, Hop, Dr. Seuss’ The Lorax, แฟรนไชส์ Ice Age) CEO ของอิลลูมิเนชัน ในการร่วมงานครั้งที่สามระหว่างเขากับเพื่อนผู้อำนวยการสร้าง เจเน็ต ฮีลลี (Despicable Me, Hop, Shark Tale)

                ผู้ที่นำทีมงานเบื้องหลังมากพรสวรรค์ของเรื่องได้แก่ทีมงานที่ประสบความสำเร็จ ที่นำทีมโดยมือลำดับภาพ เกร็ก เพอร์เลอร์ (Despicable Me, Wallace & Gromit in The Curse of the Were-Rabbit) รวมถึงผู้ออกแบบงานสร้าง แยร์โรว์ เชนีย์ (Despicable Me, Dr. Seuss’ The Lorax) และอีริค กิลลอน (Despicable Me, Dr. Seuss’ The Lorax) พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากผู้รังสรรค์เพลงออริจินอลและเพลงธีมของ Despicable Me 2 ศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมีและโปรดิวเซอร์ดนตรี ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ และเขาก็ได้ร่วมงานกับเฮเตอร์ เพอเรรา (Despicable Me, Beverly Hills Chihuahua) ผู้กลับมาแต่งดนตรีประกอบแฟรนไชส์นี้อีกครั้ง

               ภาพยนตร์ 3-D CGI สร้างขึ้นจากตัวละครโดยเซอร์จิโอ พาโบลส (Despicable Me), ซินโก้ พอลและเคน ดูริโอ (Dr. Seuss’ The Lorax, Despicable Me, Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!) และเขียนบทโดย ซินโก้ พอลและเคน ดูริโอ


เกี่ยวกับงานสร้าง

ชีวิตหลังการเป็นผู้ร้าย:  Despicable Me 2 เริ่มต้นขึ้น


                 ใน Despicable Me เราได้รู้จักกับซูเปอร์ผู้ร้าย กรู ตัวเอกของเรา ผู้เจอกับความท้าทายใหญ่หลวงเมื่อพบกับเด็กหญิงกำพร้าสามคน ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาอย่างไม่คาดคิด ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไประหว่างกรูและมาร์โก้, อีดิธและแอ็กเนสเป็นหัวใจสำคัญของภาพยนตร์อนิเมชันผจญภัยเรื่องนี้ และยังคงเป็นองค์ประกอบจำเป็นของสิ่งที่เติบโตกลายเป็นแฟรนไชส์นี้

               ในตอนที่ทีมผู้สร้างคิดเรื่องราวสำหรับ Despicable Me 2 พวกเขารู้ว่าตอนจบของภาคแรก ที่กรูตระหนักว่าว่าเขารักเด็กๆ พวกนี้มากแค่ไหน เป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงสำหรับตัวละครเหล่านี้ การเริ่มต้นของครอบครัวที่ไม่ธรรมดาครอบครัวนี้ และการที่พวกเขาจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร กลายเป็นจุดที่แฟนๆ ทั่วโลกสามารถเข้าถึงได้ จากการที่พวกเขามองเห็นครอบครัวตัวเองสะท้อนอยู่ในครอบครัวอนิมชันนี้ด้วย

                หลังจากความสำเร็จของ Despicable Me สิ่งที่ทีมงานเห็นได้อย่างชัดเจนคือภาคแรกเป็นเหมือนจุดเริ่มต้น CEO ของอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ คริส เมเลแดนดรีขยายความว่า แรงสนับสนุนที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าจะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับกรูและครอบครัวของเขามากกว่านี้ “หลังจากความสำเร็จของ Despicable Me ชัดเจนว่าเราอยากจะสร้างหนังอีกภาค กระบวนการเล่าเรื่องของการตัดสินใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไปในภาคถัดไปเป็นพัฒนาการตามธรรมชาติครับ ผมไม่เคยมีประสบการณ์ที่การพูดคุยเกี่ยวกับซีเควลเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนอย่างใน Despicable Me 2 มาก่อน ตัวละครและความสัมพันธ์ที่ก่อเกิดขึ้นมาเสนอแนะถึงสถานที่ต่างๆ มากมายที่เราสามารถนำพาเรื่องราวไปได้ แต่เรารู้ว่าแก่นแท้ที่สำคัญของเรื่องจะต้องเป็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวนี้ มันเป็นเรื่องชัดเจนครับ”

               ทีมงานสร้างสรรค์เบื้องหลัง Despicable Me ได้กลับมาทำงานใน Despicable Me 2 อีกครั้งด้วยเป้าหมายหนึ่งเดียว นั่นคือการยกย่องสิ่งที่ใช้ได้ผลในเรื่องราวภาคแรก การแปลงองค์ประกอบต่างๆ เหล่านั้นผ่านทางตัวละครและเรื่องราวและการนำเสนอการผสมผสานของสิ่งที่อ่อนหวาน ตื่นเต้นและคาดไม่ถึง ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ชมอย่างเหลือเกิน เมเลแดนดรียอมรับว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ “ทีมงานที่สร้าง Despicable Me ตลอดสี่ปีนั้นเป็นทีมที่พิเศษสุด ตั้งแต่คริส เรโนด์และปิแอร์ คอฟฟิน ผู้กำกับที่มีพรสวรรค์อย่างเหลือเชื่อของพวกเรา ไปจนถึงมือเขียนบทของเรา ซินโก้ พอลและเคน ดูริโอ หุ้นส่วนการอำนวยการสร้างของผม เจเน็ต ฮีลลีและอนิเมเตอร์ ดีไซเนอร์ นักวาดภาพสตอรีบอร์ด ผู้กำกับเทคนิค ผู้ผสมเสียงทุกคน มีคนหลายร้อยคนที่ใช้พรสวรรค์ของพวกเขารวมกันเพื่อทำให้ภาพยนตร์ที่มหัศจรรย์นี้เป็นจริงขึ้นมาได้ ผมโชคดีที่ได้พวกเขากลับมาสร้างซีเควลภาคนี้อีกครั้ง ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากภาคแรกได้นำมาสู่การสื่อสารทางลัดและจิตวิญญาณการร่วมมือกันในภาคที่สองที่พิเศษสุด”

               ฮีลลีเล่าว่า การพูดคุยกันอย่างสบายๆ ระหว่างเพื่อนร่วมงานของเธอทำให้กระบวนการทำงานในภาคนี้ไหลลื่นขึ้นกว่าเดิม “เพราะ Despicable Me 2 เป็นการกลับมาทำงานร่วมกันอีกครั้งของทีมงานชุดเดิม เราก็เลยรู้จักกันและกันเป็นอย่างดี และรู้ว่าจะเติมเต็มจุดแข็งของอีกคนอย่างไร มันทำให้การกลับมาเยือนตัวละครเหล่านี้ในโลกใบนี้ง่ายขึ้นเยอะค่ะ มันทำให้เราคิดมากขึ้นว่าเรื่องราวของพวกเขาครั้งนี้จะเป็นอย่างไรเพราะเราไม่ต้องคิดหาลุคของหนังเรื่องนี้หรือคิดว่ากรูน่าจะร้ายกาจแค่ไหนหรือตัวละครเด็กหญิงจะเป็นยังไง เพราะทั้งหมดนั่นมีให้เราได้ใช้ประโยชน์อยู่แล้วค่ะ”

               ใน Despicable Me 2 เราได้สานต่อเรื่องราวของกรู, เด็กๆ และพวกมินเนียน และเราก็ได้เห็นว่าชีวิตของพวกเขาหลังวางมือจากวงการวายร้ายเป็นอย่างไร สำหรับกรู มันมีคำถามของชีวิตจริงที่เขาต้องตอบ เขาจะเป็นพ่อที่ดีและทิ้งโลกของวายร้ายที่น่าตื่นเต้น (และมีกำไรงาม) ไว้เบื้องหลังได้รึเปล่า? เขาจะหาเลี้ยงลูกสาวของเขาและรั้งตัวดร.เนฟาริโอและพวกมินเนียนไว้ได้ยังไงในเมื่อเขาไม่มีรายได้จากการก่ออาชญากรรมอีกต่อไปแล้ว? เมเลแดนดรีกล่าวสรุปว่า “สำหรับกรู นี่เป็นชีวิตหลังการเป็นวายร้าย และบัดนี้ ความรับผิดชอบหลักของเขาคือครอบครัวของเขา เขาพยายามหาวิธีที่จะหาเลี้ยงพวกเขาและเขาก็เริ่มอุตสาหกรรมในครัวเรือนขึ้นในห้องแล็บของเขา เขากำลังปรับเปลี่ยนห้องแล็บของเขาให้กลายเป็นโรงงานผลิตแยมและเยลลี่น่ะครับ”

                อย่างไรก็ดี สาวกกรูก็ไม่ต้องกลัวไปหรอกว่าแอนตี้ฮีโรผู้นี้ของเราจะไม่แสบซ่าส์หรือร้ายกาจเหมือนเดิม มันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทีมงานที่พวกเขาจะรักษาคุณสมบัติต่างๆ ของคนที่เกลียดชังมนุษย์คนอื่น ผู้ยิงรังสีแช่แข็งไม่เลือกหน้า ที่เรารักเอาไว้ เรโนด์อธิบายถึงปริศนานี้ว่า “ถ้ากรูไม่ใช่ซูเปอร์วายร้าย แล้วเขาจะรู้สึกอย่างไรล่ะ? ในภาคแรก เราได้นำเสนอถึงความรักที่เขามีต่อการเป็นผู้ร้าย เขาอยากจะขโมยดวงจันทร์ เขามีแผนการใหญ่โตหลายอย่างและอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นวายร้ายที่เก่งกาจที่สุด แม้ว่าเขาจะไม่ใช่ก็ตาม เขามีพวกมินเนียน มีดร.เนฟาริโอ มีทีมงาน และมีห้องแล็บของเขา เขาเป็นคนหยาบกระด้างที่รักในชีวิตแบบนั้น ถ้าเขาตัดสินใจที่จะทิ้งชีวิตแบบนั้นไว้เบื้องหลังเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อครอบครัวของเขา เขาจะรู้สึกยังไงกับเรื่องนั้นและเขาควรจะทำยังไงต่อไปล่ะครับ”

                ผู้กำกับเป็นคนแรกที่ยอมรับว่าเขาไม่อยากจะกลับไปยังโลกใบนี้อีกครั้งหากไม่มีเรื่องราวสมเหตุสมผลที่เขาจะบอกเล่า เรโนด์บอกว่า “คุณจะตั้งความหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนตอบสนองกับภาคแรกอย่างดี ว่าคุณได้บอกเล่าเรื่องราวที่ตัวละครพวกนี้จะบอกแล้ว ดังนั้น เราทุกคนต่างก็มีความรู้สึกอย่างแรงกล้าเกี่ยวกับการตอบรับความท้าทายนี้และการหาแง่มุมใหม่สำหรับเรื่องราวของครอบครัวนี้ กรูจะพัฒนาขึ้นอย่างไร? พวกมินเนียนจะพัฒนาขึ้นอย่างไร? เราจะเล่นกับพวกเขาในแบบที่ต่างออกไปได้ยังไง? Despicable Me 2 เป็นเรื่องของการต่อขยาย หรือเป็นการเติมเต็มที่เป็นไปได้ของครอบครัวนั้นครับ”
 

           Despicable Me 2

              มือเขียนบท ซินโก้ พอลและเคน ดูริโอ ได้คิดไอเดียสำคัญขึ้นมาได้ นั่นคือกรูตัดสินใจดัดแปลงฐานทัพใต้ดินของเขาให้กลายเป็นโรงงานสำหรับธุรกิจถูกกฎหมาย นั่นคือสินค้าแยมและเยลลี่ มีปัญหาเดียวเท่านั้นแหละคือรสชาติมันเลวร้ายมาก ดังนั้น แผนการนี้ก็เลยพังลงอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่สะเทือนใจกรูมากกว่านั้นคือการที่ดร.เนฟาริโอ ผู้ทำงานร่วมกับเขานานและนักประดิษฐ์/นักวิทยาศาสตร์ประจำที่นี่ คิดถึงการเป็นวายร้ายอย่างมากจนเขาตัดสินใจจากกรูไป ตอนนี้ กรูมีทรัพย์สินให้ใช้สอยน้อยกว่าเดิมเสียอีก ซึ่งมันก็ทำให้เขาหนักใจและส่งผลกระทบต่อความสามารถของเขาในการดูแลลูกสาวทั้งสามคนของเขาและบรรดามินเนียนหลายร้อยตัวที่พึ่งพาเขาอย่างเหมาะสม

             ขณะที่กรูดิ้นรนที่จะปรับตัวในฐานะแฟมิลีแมนในชนบท สุดยอดองค์กรลับ ที่มีเป้าหมายในการต่อสู้กับวายร้ายทั่วโลก ก็ได้ก้าวเข้ามา ลีกแอนตี้วายร้าย (เอวีแอล) ได้ยื่นโอกาสให้กรูช่วยพวกเขาควานหาตัวผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมน่าตื่นตาตื่นใจที่เราได้เห็นในซีเควนซ์เปิดเรื่องเพราะทุกคนเห็นได้อย่างชัดเจนว่าจะมีใครที่ดีกว่าอดีตวายร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในการจับตัวคนที่คิดว่าสามารถแย่งตำแหน่งนี้มาเป็นของตัวเองได้ และมันก็ไม่เลวนักหรอกที่พวกเขาออกปฏิบัติการลับในเรือดำน้ำที่เจ๋งที่สุดของโลก

              คอฟฟินอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทของสุดยอดองค์กรลับ ที่จะสนใจในการไล่ล่าคุณก็ต่อเมื่อคุณตั้งเป้าหมายว่าจะย่อยสลายภูเขาไฟฟูจิ ละลายน้ำแข็งขั้วโลกหรือ อะแฮ่ม ขโมยดวงจันทร์ “ถ้าเราเปรียบเทียบกับหนังเจมส์ บอนด์ ลีกแอนตี้วายร้ายก็คือเอ็มไอซิกส์ครับ พวกเขาเป็นฝ่ายดีที่มีอุปกรณ์เจ๋งๆ หลักศีลธรรมของพวกเขาก็คือ ‘อ้าว โลกตกอยู่ในอันตรายนี เราต้องกอบกู้มันซะแล้ว!’ สำหรับพวกเขาแล้ว การไปหากรูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็เข้าใจว่า ไม่มีใครที่จะรู้จักวายร้ายได้ดีกว่าพวกเดียวกันอีกแล้ว”

              กรู ที่มีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการได้หวนคืนสู่วงการอีกครั้ง (แม้ว่าจะอยู่อีกด้านหนึ่งของกฎหมายก็ตาม) กรูต้องรักษาสมดุลระหว่างงานลับสุดยอดนี้กับการทำหน้าที่พ่อของเขา แล้วเด็กๆ เปลี่ยนไปยังไงบ้างล่ะ? แอ็กเนสก็ยังน่ารักและไร้เดียงสาเหมือนเดิม แต่เธอก็รู้สึกคิดถึงแม่มากขึ้นในบ้านที่ไม่ธรรมดาเลยซักนิดของพวกเธอ อีดิธคิดว่ากรูเป็นผู้ชายที่เจ๋งที่สุดในโลก และแอบผิดหวังที่ชีวิตวายร้ายของเขาต้องยุติลง ส่วนมาร์โก้ เธอถึงวัยที่เริ่มสนใจหนุ่มๆ แล้ว ซึ่งเป็นความคิดที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับกรู และเป็นความคิดที่เขายังคงไม่สบายใจนักกับมันมาจนถึงวันนี้

               เมเลแดนดรีเล่าว่า ส่วนหนึ่งของเคล็ดลับความสำเร็จของเรื่องราวนี้คือตัวละครทั้งสี่นี้ทำให้เรานึกถึงตัวเอง “หัวใจสำคัญของภาคแรกคือครอบครัวนี้ ที่ไม่น่าจะมารวมตัวกันได้ แต่ก็เป็นครอบครัวที่เกิดจากตัวละครไร้สิทธิไร้เสียง ที่มารวมตัวกันและสร้างครอบครัวที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา แม้ว่าพวกเขาจะไม่เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ ที่เราอาจจะรู้จัก แต่ประสบการณ์ส่วนใหญ่ที่กรู รวมถึงแอ็กเนส, อีดิธและมาร์โก้ต้องเผชิญ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราเข้าถึงได้ครับ”
 ในตอนที่กรูแฝงตัวเข้าไปค้นหาตัวตนที่แท้จริงของซูเปอร์วายร้ายผู้กล้าหาญที่สุด ที่ตอนนี้กำลังถูกองค์กรเอวีแอลไล่ล่า เขาก็ได้จับคู่ (โดยที่เขาไม่เต็มใจ) กับลูซี่ ไวลด์ เจ้าหน้าที่ใหม่ของเอวีแอล ผู้ซึ่งความกระตือรือร้นที่เธอมีต่องานเทียบได้กับนิสัยที่สุดโต่งของเธอ สำหรับกรู มันเป็นความเกลียดแรกพบ เขาไม่ได้คาดหวังว่าเขาจะมีคู่หู และทุกอย่างเกี่ยวกับลูซี่ก็ทำให้เขาไม่สบอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดก็ตอนแรก

               ขณะที่กรูและลูซี่เตรียมการสอดแนมในร้านคัพเค้กภายในห้างสรรพสินค้าในท้องถิ่น เขาก็พบว่าตัวเองต้องเผชิญหน้ากับคำถามที่เขาหลีกเลี่ยงมาตลอดทั้งชีวิต ด้วยความที่เขายังคงรู้สึกเจ็บปวดจากการถูกปฏิเสธในสนามโรงเรียนในวัยเด็ก กรูจะสามารถสร้างความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ และมีความรักได้มั้ย? แอ็กเนสไม่ใช่คนเดียวที่แอบภาวนาว่ามันจะเกิดขึ้นได้

                 เมเลแดนดรีชื่นชมที่ว่ามือเขียนบทได้ล้วงลึกเข้าไปในอดีตที่ไม่มีความสุขนักของกรูมากกว่าเดิม เพราะซูเปอร์วายร้ายที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เกิดมาแล้วเป็นเลย แต่พวกเขาต้องถูกหล่อหลอมให้เกิดขึ้นมาต่างหาก เขาเล่าว่า “สิ่งหนึ่งที่เราค้นพบคือกรูไม่มีสังคม และเขาก็ไม่ได้นึกถึงการจะมีสังคมด้วยซ้ำไป เราย้อนอดีตไปถึงตอนที่กรูเป็นเด็กอายุประมาณเจ็ดหรือแปดขวบ คำตอบที่เขาได้รับจากเด็กหญิงคนหนึ่งคือการถูกทำให้อับอายขายหน้าจากเด็กทุกคนในสนามของโรงเรียน และเขาก็ปิดประตูเพื่อที่เขาจะได้ไม่รู้สึกถึงการถูกปฏิเสธแบบนั้นอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ลูกๆ ของเขาคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือการกลับไปจีบสาวอีกครั้งหนึ่งน่ะครับ”

                คอฟฟินคิดว่าสิ่งที่ทำให้  Despicable Me แตกต่างจากภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ในแนวอนิเมชันคือการที่มันล้วงลึกถึงอารมณ์ของมนุษย์ที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะเรื่องของความรัก เขากล่าวว่า “เราอยากจะให้หัวใจของหนังเรื่องนี้เป็นพัฒนาการของเรื่องนั้นครับ ตอนนี้ กรูต้องเลี้ยงเด็กๆ ตามลำพัง และขั้นตอนต่อไปที่สมเหตุสมผลสำหรับเขาคือการหาหญิงคนรัก หาคู่ชีวิตของเขา และนั่นก็คือลูซี่ครับ” กรูไม่ใช่คนเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากการที่ลูซี่กระโดดถอยหลังเข้ามาในชีวิตเขา “การได้เห็นกรูกับเด็กๆ ก็กระตุ้นอะไรบางอย่างในตัวลูซี่เหมือนกัน แล้วความชื่นชมที่เธอมีต่อสิ่งที่เขาทำในอดีต เช่นการขโมยดวงจันทร์ ก็จะงอกเงยขึ้นและทำให้เธอตกหลุมรักครับ”

                 แล้ววายร้ายหาตัวจับยากที่กรูและลูซี่พยายามจะควานหาตัวคนนี้ คนที่สามารถใช้ยานแม่เหล็กยักษ์ขโมยห้องแล็บลับในอาร์คติคเซอร์เคิลได้คือใครกัน? กรูเชื่อว่าวายร้ายผู้โด่งดังจากอดีต เอล มาโช เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมที่เปิดเรื่องของเรา แต่องค์กรเอวีแอล ที่บริหารงานโดยไซลัส แรมส์บอททอม กลับรู้สึกเคลือบแคลง เพราะเอล มาโช  น่าจะตายแบบแมนๆ อย่างตระการตาไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน กรูที่เชื่อในสัญชาตญาณตัวเอง ยึดมั่นกับความเชื่อของเขาที่ว่าเอล มาโชได้แฝงตัวเป็นเอดัวร์โด้ เปเรซ เจ้าของภัตตาคารซัลซา แอนด์ ซัลซา ในห้างพาราไดส์ มอลล์

                 ขณะที่เรื่องราวดำเนินไป กรูและลูซี่ก็เดินหน้าสืบสวนต่อไป และเราก็ได้พบว่าเอดัวร์โด้ คุณพ่อผู้น่ารักเจ้าของฝีเท้าคล่องแคล่ว ผู้สั่งคัพเค้กให้กับงานเลี้ยงซินโก้ เดอ มาโย จริงๆ แล้วก็คือเอล มาโช ผู้อื้อฉาวนั่นเอง แต่แผนการของเอล มาโชคืออะไรกันล่ะ? แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่มินเนียนบางตัวของกรูถูกลักพาตัวไปด้วยรึเปล่า?

                  การใส่อารมณ์ขันเข้าไปในภาพยนตร์สำหรับทุกเพศทุกวัยเป็นกระบวนการที่ลำบากไม่น้อยทีเดียว เพราะทีมผู้สร้างไม่อยากจะสร้างความแปลกแยกสำหรับเด็กตัวเล็กๆ หรือผู้ใหญ่ด้วยการตัดสินใจเชิงศิลป์ของพวกเขา พวกเขาต้องการสิ่งที่จะสร้างความเพลิดเพลินให้กับคนทุกวัย เมเลแดนดรีกล่าวว่า “กระบวนการนั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติเพราะมือเขียนบทที่มีพรสวรรค์อย่างวิเศษสุดของเรา ซินโก้ พอลและเคน ดูริโอ รวมถึงผู้กำกับของเรา คริส เรโนด์และปิแอร์ คอฟฟิน สร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อพวกเขาเอง และพวกเขาก็เป็นพ่อแม่คนด้วย เพียงแต่พวกเขาไม่ได้พยายามจะสร้างหนังสำหรับผู้ใหญ่ และพวกเขาก็ไม่ได้พยายามสร้างหนังขึ้นมาสำหรับเด็กๆ ด้วย แต่พวกเขาสร้างหนังที่พวกเขาคิดว่าน่าติดตามและบันเทิงใจครับ”
 เมื่อได้เรื่องราว แรงจูงใจ พล็อตและตัวละครพร้อมแล้ว เมเลแดนดรี, ฮีลลีและผู้กำกับก็เริ่มต้นลงมือสร้าง Despicable Me 2 งั้นมาดูกันดีกว่าว่า ใครเป็นใครในโลกของกรูบ้าง

ครัมเปอร์และชาร์ค คาวบอย: ใครกันที่ร้ายเกินพิกัด?

Despicable Me 2


              ตอนนี้ เมื่อกรูวางมือจากปืนรังสีแช่แข็ง (เป็นส่วนใหญ่) และหันไปจับธุรกิจการผลิตเยลลี่และแยมที่แทบจะกินไม่ลง เขาก็ได้เพื่อน (และศัตรู) เพิ่มเติมอีกนิดหน่อย และด้านล่างนี้คือการแนะนำตัวละครหน้าเดิมและตัวละครใหม่เอี่ยมอ่อง ที่อาศัยอยู่ในโลกของกรู

              • กรู (สตีฟ คาเรลล์) หนึ่งในซูเปอร์วายร้ายที่ร้ายกาจ ได้ลดละเลิกวิถีวายร้ายของตัวเองและบัดนี้ กำลังปรับตัวเพื่อกลายเป็นคุณพ่อคนดีที่หนึ่ง ระหว่างที่กำลังดิ้นรนกับเรื่องทั้งหมดนั้น เขาก็ได้รับการทาบทามจากสุดยอดองค์กรลับที่ต่อต้านวายร้าย ซึ่งก็ทำให้เขาอยู่ในสถานการณ์แปลกประหลาดในการต้องทำงานกับพวกฝ่ายดีเพื่อกอบกู้โลก กรูที่ปกติแล้วเป็นคนไม่กลัวอะไร ตอนนี้ต้องรับมือกับความท้าทายของการที่ลูกๆ เขาโตขึ้นและการที่เขาอยากจะชวนสาวออกเดทเหลือเกิน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็ทำให้เขากลัวจนสติแตกซะด้วยสิ

             • ลูซี่ (คริสติน วิก) เป็นสายลับเจ้าเล่ห์ ผู้ร่วมมือกับกรูเพื่อตามล่าซูเปอร์วายร้ายสุดอันตราย เธอชื่นชอบการหักหน้ากรูด้วยอุปกรณ์ไฮเทคของเธอและเธอก็ได้ฝึกฝนศิลปะการต่อสู้รูปแบบของตัวเองด้วยการผสมผสานยิวยิทสู, คราฟ มาก้า, การต่อสู้แบบแอซเท็คและการเต้นครัมพ์เข้าด้วยกัน เธอแตกต่างกับกรูตรงที่เธอมีปัญหาในการระงับอารมณ์ตื่นเต้นและความสุขที่มีอย่างล้นเหลือของเธอ ซึ่งมันก็มักจะดึงดูดความสนใจโดยไม่ต้องการ...โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอทำงานแฝงตัว

            • มาร์โก้ (มิแรนด้า คอสโกรฟ) เป็นลูกสาวคนโตของกรู และเป็นเสาหลักของครอบครัว เธอเป็นผู้ดูแลน้องๆ ของเธอและคอยรักษาครอบครัวให้อยู่รวมกัน แต่ตอนนี้เมื่อเธอโตขึ้น เธอก็เริ่มหมกมุ่นอยู่กับการส่งข้อความหาเพื่อนและเริ่มสนใจหนุ่มๆ รุ่นราวคราวเดียวกับเธอ ซึ่งทำให้กรูแทบคลั่ง

            • อีดิธ (ดานา ไกเออร์) ลูกสาวคนกลางของกรู เป็นเด็กหญิงทอมบอยแสนซน ช่างประชดประชัน เธอมักจะขอให้คนอื่นยกโทษให้แทนที่จะขอคำอนุญาต เธอกำลังอยู่ระหว่างการคลั่งไคล้นินจาและมองหาโอกาสที่จะได้มีส่วนร่วมในปฏิบัติการลับของกรูเสมอ เธอชื่นชอบการเล่นซนและสร้างปัญหาให้กับอุปกรณ์ของดร.เนฟาริโอ

            • แอ็กเนส (เอลซีย์ ฟิชเชอร์) เป็นลูกสาวคนสุดท้องของกรูและเป็นหัวใจของครอบครัว เธอหมกมุ่นกับยูนิคอร์นและทุกสิ่งที่นุ่มนิ่มน่ารัก เธอน่ารักจนอ้อมกอดของเธอสามารถหลอมละลายได้แม้แต่หัวใจของซูเปอร์วายร้าย

            • ดร.เนฟาริโอ (รัสเซล แบรนด์) เป็นนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องชราขี้ลืมที่กรูไว้วางใจ เขาเริ่มจะไม่ได้ยินอะไรแล้ว ซึ่งก็ทำให้เขาประดิษฐ์อาวุธที่มีผลลัพธ์อย่างคาดไม่ถึงโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อกรูไปยุ่งอยู่กับการทำหน้าที่พ่อ ดร.เนฟาริโอก็เริ่มโหยหาวันเวลาเก่าๆ ที่พวกเขามุ่งมั่นอยู่กับการทำเรื่องร้ายๆ

            • มินเนียน (ปิแอร์ คอฟฟิน และคริส เรโนด์) สมุนตัวเหลืองผู้จงรักภักดีและพูดไม่รู้เรื่องของกรูชื่นชอบการสร้างความวุ่นวาย โกลาหลเกือบจะเท่าๆ กับที่พวกเขาชื่นชอบกล้วย พวกเขาไขว้เขวได้ง่ายๆ และอาจจะทำตัวคาดไม่ถึงได้ พวกเขาอยากรู้อยากเห็นและน่ารักแบบแสบๆ พวกเขามีนิสัยชอบประชันขันแข่ง ซึ่งมันก็มักนำไปสู่การทะเลาะต่อยตีแบบฉับพลัน แต่ถ้าคนจากภายนอกพยายามจะทำร้ายพวกเขาหรือครอบครัวของกรูแล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะทำตัวเป็นอัศวินคุ้มภัยอย่างดีทีเดียว

            • อีวิล มินเนียน (ปิแอร์ คอฟฟินและคริส เรโนด์) เป็นเวอร์ชันตัวม่วง ผมพิลึกและทึ่มทื่อยิ่งกว่าของมินเนียนตัวเหลือของกรู พวกเขาเป็นเครื่องจักรการกินที่ไร้เทียมทานและไร้ความคิด ที่ไม่เพียงแต่กินทุกอย่างในตู้เย็นของคุณเท่านั้น แต่พวกเขายังเขมือบตู้เย็นเข้าไปด้วย!

            • เอล มาโช (เบนจามิน แบรทท์) เป็นผู้ร้ายสุดแมนที่ไร้ปรานีและอันตรายที่สุด ตามชื่อของเขา...จนกระทั่งเขาเสียชีวิตจากการขี่ฉลามตรงเข้าไปปากภูเขาไฟที่กำลังพลุ่งพล่าน โดยมีไดนาไมต์ 250 ปอนด์มัดติดกับหน้าอกของเขา แต่ไม่มีใครพบร่างของเขา และสิ่งที่ถูกเก็บกู้มาได้ก็มีแต่ขนหน้าอกที่ถูกไฟไหม้เท่านั้น

            • เอดัวร์โด้ (เบนจามิน แบรทท์) เป็นเจ้าของภัตตาคารยอดนิยมซัลซา แอนด์ ซัลซา ผู้มีเสน่ห์ อบอุ่นและโปรยเสน่ห์ไปทั่ว การเต้นลาตินที่เร่าร้อนของเขาทำให้สาวๆ ต้องเข่าอ่อนกันเป็นทิวแถว เขามีนิสัยใจคอกว้างขวาง ซึ่งน้อยกว่ารอบเอวของเขาเท่านั้นแหละ แต่เอดัวร์โด้คือซูเปอร์วายร้ายหมายเลขหนึ่งในลิสต์นำจับของเอวีแอลจริงๆ รึเปล่านะ?

           • แอนโทนิโอ (โมเสส อาเรียส) เป็นลูกชายที่น่ารัก หัวดื้อและมั่นใจในตัวเองของเอดัวร์โด้ เขาเป็นเด็กหนุ่มที่ช่างเอาใจสาวๆ เหมือนกับพ่อของเขา และในตอนที่มาร์โก้เห็นเขาในห้างและสายตาของทั้งคู่ประสบพบกัน…ทุกอย่างก็หยุดลง เขารู้สึกอย่างเดียวกันกับเธอและเต็มใจที่จะยืนหยัดสู้กับกรู ผู้หวงลูกเกินเหตุ เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับสาวที่เขารัก

           • ฟลอยด์ (เคน จอง) เป็นหนึ่งในเจ้าของร้านในห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น ที่กรูและลูซี่ทำงานแฝงตัวอยู่ ฟลอยด์เปิดร้านทำผมสุภาพบุรุษ อีเกิล แฮร์ คลับ และก็มีคำแนะนำที่เพอร์เฟ็กต์ว่าจะทำยังไงให้กรูมีเสน่ห์สำหรับสาวๆ ที่ อะแฮ่ม ต่อแถวเข้าคิวมาเดทกับเขาน่ะ ภายใต้โฉมหน้าที่เอะอะมะเทิ่งของเขา ฟลอยด์อาจจะมีหรืออาจจะไม่มีด้านมืดก็เป็นได้

           • ไคล์ เป็นสุนัขคุ้มกันของกรู ผู้ไม่ปรากฏสายพันธ์ และอาจเป็นลูกผสมระหว่างพิทบูลล์และปิรันยา ที่มีนิสัยดุดันตามนั้นก็ได้ ตอนที่เขาพบกับเด็กๆ ครั้งแรก เขาคิดได้แต่เรื่องจะกินพวกเธอ แต่ตอนนี้ เขาไม่อาจจินตนาการชีวิตตัวเองที่ขาดพวกเธอมาส่งเขาเข้านอนทุกคืนได้เลย

วิวัฒนาการครอบครัว: การคัดเลือกนักแสดงตลกพรสวรรค์

               สิ่งที่ทำให้สตีฟ คาเรลล์ สนใจบทซูเปอร์วายร้ายอารมณ์ฉุนเฉียว สำเนียงประหลาด ที่มีหัวใจอบอุ่นคือการที่ Despicable Me ได้นำเสนอสิ่งที่ทั้งเด็กๆ และผู้ใหญ่ชื่นชอบเหมือนๆ กัน เขาเล่าถึงเหตุผลที่ทำให้เขาเลือกพากย์เสียง กรู ตัวละครที่พบว่าการเลี้ยงเด็กไม่ได้มีแต่ความสดใสซาบซ่าเสมอไปว่า “ผมเองก็มีลูกเล็กๆ สองคน และผมก็เข้าถึงเรื่องราวในภาคแรกเพราะมันถ่ายทอดเรื่องนั้นออกมาได้อย่างตรงไปตรงมา การมีลูกได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของคนๆ หนึ่งไปโดยสิ้นเชิง ในแง่ที่ดีที่สุดน่ะครับ”

               ในตอนที่ภาพยนตร์ภาคแรกเข้าฉายท่ามกลางเสียงตอบรับที่อบอุ่นทั่วโลก คาเรลล์ตื่นเต้นที่ผู้ชมตอบรับเรื่องราวที่เขารักเหลือเกินตั้งแต่อ่านครั้งแรก เขาชื่นชอบการเนรมิตชีวิตให้กับความพิลึกพิลั่นของกรู โดยตั้งข้อสังเกตว่า “เด็กๆ สามารถเข้าถึงและสนุกกับอารมณ์ขันได้ พ่อแม่ก็เข้าถึงสิ่งที่เด็กๆ ก่อให้เกิดขึ้นได้ ในแง่นั้น มันเป็นเรื่องสากล แต่มันก็เป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้นและไร้สาระด้วยในหลายๆ ครั้งครับ”

                  ในขณะที่ภาพยนตร์อนิเมชันจำนวนมากถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือสำหรับนำเสนอความเปิ่นและมุขตลกแบบทุบหัวเข้าบ้าน ภาคแรกของเรื่องนี้กลับสร้างความแปลกใจให้กับใครต่อใครด้วยการผสมผสานเรื่องอบอุ่นหัวใจเข้ากับอารมณ์ขัน คาเรลล์ตั้งข้อสังเกตว่า “หนังพวกนี้เป็นหนังอนิเมชันก็จริงแต่มันก็มีความเป็นมนุษย์มากๆ ด้วย Despicable Me และ Despicable Me 2 ทั้งเฉียบคม ตลกและอบอุ่นหัวใจ โดยไม่ได้จงใจให้มันซาบซึ้งมากเกินไป พวกมันกระตุกใจมากพอโดยไม่มากไปครับ มือเขียนแบบทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในการสร้างสิ่งที่พิเศษสุดและไม่เหมือนใครขึ้นมา”

                 เช่นเดียวกับที่ตัวละครในครอบครัวที่ไม่ธรรมดานี้ได้เปลี่ยนแปลงไป มุมมองที่คาเรลล์มีต่อพวกเขาก็เปลี่ยนไปเช่นกัน เช่น นักแสดงเข้าใจความรู้สึกของกรูที่ไม่อยากให้มาร์โก้โตขึ้นและไปออกเดทกับแอนโทนิโอ เขาอธิบายว่า “ลูกสาวคนหนึ่งของกรูเริ่มออกเดท และนั่นก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา เช่นเดียวกับที่มันเป็นสำหรับพ่อส่วนใหญ่ เมื่อพวกเขาเห็นลูกสาวของพวกเขาโตขึ้นและเริ่มสนใจหนุ่มๆ พวกเขาก็ไม่ได้เป็นคนโปรดในสายตาลูกสาวอีกต่อไปแล้ว ผมคงไม่บอกว่ามันเป็นความ ‘อิจฉา’ หรอก แต่มันมีความตึงเครียดเกิดขึ้นระหว่างผู้เป็นพ่อกับคนที่มาจีบลูกสาวเขาน่ะครับ”

                เมเลแดนดรีให้ความเห็นว่า แฟรนไชส์นี้คงไม่เกิดขึ้นถ้าปราศจากการแสดงที่ยอดเยี่ยมจากคาเรลล์ เขากล่าวว่า “ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของภาคแรก สตีฟก็กลายเป็นหุ้นส่วนงานสร้างสรรค์ในการสร้าง Despicable Me เราอยากได้เขามาพากย์เสียงบทนี้มากเพราะเราอยากได้นักแสดงที่จะสามารถใส่ความน่าเห็นอกเห็นใจเข้าไปในเสียงและการแสดงของเขาได้ นอกจากกรูจะเป็นวายร้ายแล้ว เขายังเป็นคนขี้หงุดหงิด ช่างประชดประชัน ฉุนเฉียวง่าย แต่เราก็รู้ว่าในการทำให้หนังเรื่องนี้เวิร์ค ผู้ชมจะต้องชอบเขา สตีฟได้ช่วยหล่อหลอมและสร้างตัวละครตัวนี้ขึ้นมา มันมีการเพิ่มเติมบทมากมายเพื่อตอบสนองกับสัญชาตญาณของเขาว่ากรูน่าจะพัฒนาไปในทิศทางไหนรวมถึงบุคลิกลักษณะที่เฉพาะเจาะจงของเขาด้วยครับ”
 ในตอนที่เราได้พบกรูครั้งล่าสุด สิ่งเดียวเกี่ยวกับเขาที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงคือชุดสีมืดดำของเขา กรูไม่เพียงแต่ต้องปรับตัวสำหรับชีวิตหลังเลิกเป็นวายร้ายแล้วเท่านั้น แต่เขายังต้องรักษาสมดุลในการทำหน้าที่คุณพ่อมือใหม่ให้กับลูกสาวทั้งสามคน และสิ่งสุดท้ายที่เขาคิดว่าเขาจะมีเวลาให้กับมันคือความรักที่ผลิบาน แต่นั่นคือสิ่งที่เขาประสบเพื่อเขาได้พบกับเจ้าหน้าที่พิเศษ ลูซี่ ไวลด์ เจ้าหน้าที่ที่กระตือรือร้นที่สุดของเอวีแอล ในตอนที่ทั้งคู่มุ่งมั่นอยู่กับการไขคดีและตามล่าหาตัวซูเปอร์วายร้ายที่อาจทำให้ทั้งโลกตกอยู่ในอันตรายได้ พวกเขากับพบความรักที่ไม่คาดฝัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่น่ายินดี

           นักแสดงตลกผู้เนรมิตชีวิตให้กับลูซี่ก็เป็นนักแสดงคนเดียวกับที่รับบทสำคัญใน Despicable Me ทีมผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับต่างก็ชื่นชมผลงานของคริสติน วิกในบทมิสแฮตตี้ สาวงามชาวใต้ ผู้ดูแลสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าขี้หงุดหงิดในภาคแรกมาจนพวกเขาขอให้เธอกลับมาพากย์เสียงนางเอกในภาคนี้ วิกอธิบายถึงที่มาของการมีส่วนร่วมของเธอในภาคนี้ว่า “ฉันดีใจมากที่ได้อยู่ในหนังทั้งสองเรื่องและพอฉันได้ยินว่าพวกเขาอยากให้ฉันพากย์บทตัวละครอีกตัวหนึ่งในภาคสอง ฉันก็ยิ่งกว่าตื่นเต้นอีกที่พวกเขามอบโอกาสนี้ให้กับฉันน่ะค่ะ”
 เช่นเดียวกับคาเรลล์ วิกเองก็แปลกใจนิดๆ กับความสำเร็จระดับโลกของ Despicable Me เธอเล่าว่า “ภาคแรกเป็นอะไรที่คาดไม่ถึงค่ะ และฉันก็ชอบที่ว่าตัวเอกของเรื่องเป็นวายร้ายที่ร้ายกาจ แต่มันก็ยังเป็นเรื่องราวสนุกที่อ่อนหวานและมีดนตรีเพราะๆ เกี่ยวกับผู้ชายที่เข้าสังคมไม่เก่ง ที่เปิดหัวใจตัวเอง จนทำให้เขาได้พบกับตัวเองและครอบครัวค่ะ มันมีข้อคิดดีๆ และมีทั้งแอ็กชันและคอเมดีมากมายเลย” เธอกล่าวถึงภาคนี้ด้วยว่า “คนอยากจะเห็นว่าตอนต่อไปเป็นยังไง ในตอนจบภาคแรก คุณจะสงสัยว่าครอบครัวใหม่นี้จะเป็นยังไงต่อไป ในภาคนี้ คุณได้เห็นพวกเขาในฐานะครอบครัว ได้เห็นพวกเขาเติบโตขึ้น Despicable Me 2 เป็นหนังตลกที่มีแอ็กชันมากมาย และมันก็เป็นเรื่องราวที่อ่อนหวานและชาญฉลาดด้วยค่ะ”
 แม้ว่าเธอจะเป็นที่รู้จักในฐานะหญิงสาวพันหน้าและพันเสียงจากรายการ Saturday Night Live รวมทั้งมีเส้นทางที่สว่างไสวในโลกภาพยนตร์ด้วย Bridesmaids (ซึ่งเธอร่วมเขียนบทด้วย) วิกก็ยอมรับว่า การพากย์เสียงอนิเมชันมีความอิสระบางอย่าง  เธอกล่าวว่า “คุณสามารถขยับใบหน้าหรือร่างกายคุณยังไงก็ได้ เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ลุคของคุณ และบทพูดและเรื่องราวมันเฉียบคมจนคุณสามารถสนุกกับมันได้ค่ะ”

          ทีมงานของเรื่องก็ตื่นเต้นกับงานพากย์เสียงนางเอกผู้พิลึกพิลั่น ที่สามารถสยบกรูได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอะเจอกัน ของเธอด้วยเช่นกัน เมเลแดนดรีกล่าวว่า “ลูซี่เป็นหนึ่งในตัวละครหญิงที่โดดเด่นและน่าประหลาดใจที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาในหนังอนิเมชันครับ เธอเป็นคนที่ควบคุมตัวเองได้อย่างเหลือเชื่อ และแม้ว่าเธออาจจะดูพิลึกนิดๆ แต่จริงๆ แล้วเธอเป็นคนทรงพลังทีเดียวในเรื่องของการทำตามที่เธอต้องการ ผมคิดไม่ออกเลยว่าจะมีใครนอกจากคริสติน วิกมาพากย์บทนี้ได้ ลูซี่ไม่เหมือนกับตัวละครอื่นๆ ของคริสตินที่ผมเคยเห็นมาก่อน และเมื่อคุณได้เห็นเธอในหนังเรื่องนี้ คุณก็จะรู้เลย่าอนิเมเตอร์และผู้กำกับของเราได้แรงบันดาลจากเสียงพากย์ของเธออย่างมากครับ”

          ผู้อำนวยการสร้างชื่นชมพัฒนาการที่พอลและดูริโอได้สร้างให้กับกรูและลูซี่ เขากล่าวว่า “สิ่งที่วิเศษสุดได้เกิดขึ้นระหว่างเรื่อง ในตอนที่กรูเริ่มรู้ตัวว่าจริงๆ แล้ว เขาชอบคู่หูคนใหม่ของเขา และมันก็มีความรู้สึกบางอย่างที่แอบซึมลึกเข้ามาโดยเขาไม่รู้สึกตัว และปฏิกิริยาของผู้ชมก็สอดคล้องไปกับปฏิกิริยาของกรู และปฏิกิริยาเคมีระหว่างการแสดงของสตีฟและคริสตินก็ยอดเยี่ยมจนไม่อาจปฏิเสธได้ครับ”

         ตอนนี้ เด็กๆ มองข้ามปัญหาที่พวกเธอเคยมีกับกรูในภาคแรกแล้ว และพวกเธอก็มีความสุขอยู่กับการใช้ชีวิตร่วมกัน และนักแสดงหญิงสามคนเดิมก็ได้กลับมาพากย์เสียงบทเหล่านี้อีกครั้ง เรโนด์เล่าว่า “เราได้นักแสดงหญิงรุ่นเยาว์ฝีมือเยี่ยมคนเดิมกลับมาพากย์เสียงแอ็กเนส, อีดิธและมาร์โก้ ซึ่งก็คือเอลซีย์ ฟิชเชอร์, ดานา ไกเออร์และมิแรนด้า คอสโกรฟ สิ่งที่สนุกก็คือสาวๆ พวกนี้อายุมากขึ้นและโตขึ้นอีกหน่อย แน่นอนว่าแอ็กเนสก็ยังคงน่ารัก ส่วนอีดิธก็ยังคงเป็นเด็กประหลาด ในช่วงครึ่งเรื่อง เธอจะแต่งตัวเป็นนินจาครับ ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสิ่งแปลกๆ ตลกๆ ที่พวกเด็กๆ ชอบทำ…ซึ่งมันก็โอเคครับ ส่วนมาร์โก้เริ่มเล็งหนุ่มๆ และการได้เห็นปฏิกิริยาของกรูที่มีต่อเรื่องนั้น ในฐานะที่ผมเองก็มีลูกสาวเหมือนกัน มันก็เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ตลกที่สุดเลยล่ะครับ”

มิแรนด้า


              ผู้ที่พากย์เสียง มาร์โก้ ลูกสาวคนโตของกรู คือนักแสดงหญิง มิแรนด้า คอสโกรฟ ที่เป็นที่รู้จักจากการแสดงนำในซีรีส์ฮิตทางนิคเคลโลเดียนเรื่อง iCarly เธอเล่าถึงการกลับมาสู่แฟรนไชส์นี้ของเธอว่า “ฉันตื่นเต้นที่ได้ทำงานใน Despicable Me 2 เพราะฉันสนุกมากกับการทำงานในภาคแรกค่ะ” เธอเล่าถึงความเป็นไปของตัวละครของเธอ ผู้ซึ่งมีความปรารถนาจะพบรักเช่นเดียวกับกรู “มาร์โก้โตขึ้นอีกหน่อย และเธอก็มองกรูว่าเป็นพ่อของเธอมากขึ้น คุณบอกได้เลยว่าตอนนี้พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว และมันก็เจ๋งตรงที่ว่าเธอเจอกับรักแรกเข้าให้แล้ว การพากย์เสียงฉากพวกนั้นสนุกมากเพราะมาร์โก้ปิ๊งหนุ่มคนนี้มาก ฉันก็ต้องพยายามจำรักแรกของฉันตอนฉันอยู่โรงเรียนประถมให้ได้น่ะค่ะ”
 คอสโกรฟเห็นด้วยกับวิกถึงสิ่งที่ทำให้แฟรนไชส์นี้มีเอกลักษณ์โดดเด่น “สิ่งหนึ่งที่ฉันชื่นชอบเกี่ยวกับ Despicable Me แม้ว่ามันจะเป็นโลกแฟนตาซีที่สุดเพี้ยนก็ตาม คือมันมีหลายสิ่งที่เราสามารถเข้าถึงได้ เช่นการเดทค่ะ มันมีตัวละครที่ผู้ชมทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ตอนที่พ่อฉันไปดูหนังภาคแรก เขารักกรูและไอเดียของการได้เป็นฮีโร แล้วก็มีตัวละครสำหรับเด็กๆ เช่นสามสาวที่แตกต่างกันมากๆ น่ะค่ะ”

                อีดิธ ลูกสาวคนกลาง พากย์เสียงโดยดานา ไกเออร์ นักแสดงหญิงรุ่นเยาว์ผู้ยอมรับว่าเธอและตัวละครของเธอก็ไม่ได้แตกต่างกันนักหรอก ไกเออร์กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ฉันกับอีดิธมีหลายๆ อย่างคล้ายกันค่ะ เราทั้งคู่ต่างก็ชอบสร้างปัญหาและเราก็ชอบล้อเลียนพี่สาวของเรา ฉันมีพี่สาวคนหนึ่ง และฉันก็บอกไม่ได้เลยว่ามีตอนไหนบ้างที่ฉันไม่อยากจะแกล้งเธอ มันเป็นความรักแบบพี่น้องค่ะ”

               ในขณะที่มาร์โก้เป็นพี่สาวผู้หวงแหนน้อง และได้ตกหลุมรักเป็นครั้งแรก และแอ็กเนสก็เป็นน้องนุชสุดท้องนัยน์ตาหวานเชื่อมของครอบครัว อีดิธยังคงเป็นตัวป่วนเหมือนเดิม ไกเออร์กล่าวว่า “ความไม่กลัวใครของอีดิธทำให้เธอเป็นแบบอย่างที่ดีค่ะ เด็กๆ ควรจะชื่นชมกับความจริงที่ว่าเธอไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ แบบตรงๆ ฉันเริ่มทำงานภาคแรกตอนอยู่เกรดหก และทุกครั้งที่ฉันเข้ามาบันทึกเสียง และได้รู้อะไรๆ เกี่ยวกับหนังมากขึ้น ฉันก็ตกหลุมรักเรื่องราวและอีดิธมากขึ้นไปอีกค่ะ”

               น้องคนสุดท้องที่ไม่ได้สำคัญน้อยที่สุดอย่างแน่นอนคือแอ็กเนส ที่พากย์เสียงอย่างมีความสุขโดยเอลซีย์ ฟิชเชอร์ นักแสดงตัวน้อย แม้ว่าเธอจะอายุเพียงแค่สี่ขวบ ในตอนที่เธอพากย์เสียงตัวละครตัวนี้ ฟิชเชอร์ หนูน้อยน่ารักก็แทบจะขโมยภาพยนตร์ทั้งเรื่องจากกรูและมินเนียน (“มันนุ่มจัง!”) ฟิชเชอร์พูดถึงประสบการณ์ในการดูตัวละครอนิเมชันของตัวเองบนจอเงินอย่างกระชับว่า “ตอนที่หนูได้ดูหนังในโรง มันน่าทึ่งมากเลย เหมือนกับหนูได้ดูตัวเองในกระจกเลยค่ะ”
 แอ็กเนส ผู้ชื่นชอบการกอดและการพูดเรื่อยเปื่อยแบบน่ารักๆ เป็นคนที่ยึดมั่นกับความรักมาก เธอกุมหัวใจของเหล่ามินเนียนได้ตั้งแต่นาทีที่พวกเขาใช้แปรงขัดส้วมทำของเล่นชิ้นโปรดให้เธอ และเธอก็จะสู้เพื่อรักษาครอบครัวเธอให้อยู่รวมกันให้ได้ ฟิชเชอร์อธิบายว่า “แอ็กเนสเป็นเด็กหญิงอ่อนหวานค่ะ และเธอก็จะเป็นแก้วตาดวงใจของคุณพ่อเสมอ เธอมีนิสัยแตกต่างกันหลายแบบ บางครั้ง เธอก็เพี้ยน บางครั้งก็อ่อนหวาน หรือบางครั้งก็น่ารัก แอ็กเนสเหมือนหนูตรงที่อารมณ์เราเปลี่ยนแปลงเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่ไหน บางครั้ง เราก็ซน และบางครั้งเราก็ตลก น่ารักและเพี้ยนด้วยค่ะ”

               ในเรื่องของการดึงเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาปลดปล่อยเสียงกรี๊ดจากภายในตัว ระหว่างที่หนีจากพวกอีวิล มินเนียน ฟิชเชอร์ยอมรับว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องยากเลยที่จะเข้าใจความรู้สึกของตัวละครตัวนี้ ในฉากที่เธอตกที่นั่งลำบาก เธอได้อาศัยความทรงจำที่น่าสะพรึงกลัว โดยเธอเล่าว่า “หนูเลี้ยงสุนัขตัวหนึ่งชื่อ อัลลี และมีครั้งหนึ่ง เธอเกือบถูกรถทับ หนูก็เลยทั้งกรี๊ดทั้งร้องไหน หนูนำเอาความทรงจำตอนนั้นมาใช้ใน Despicable Me ตอนที่หนูต้องกรี๊ด หนูก็เลยกรี๊ดเสียงดังมากๆ แล้วหนูก็ฝึกครั้งแล้วครั้งเล่า จนหนูสามารถกรี๊ดได้ดังขึ้น น่ากลัวขึ้น และน่าสยดสยองมากขึ้นด้วยค่ะ”

               ครอบครัวกรูคงจะไม่ครบสมบูรณ์หากขาดดร.เนฟาริโอ ผู้ขี้ลืม และในภาคใหม่นี้ หูเขาก็ยังไม่ดีเหมือนเช่นเคย อีกครั้งหนึ่งที่นักแสดงตลก รัสเซล แบรนด์ ได้นำอารมณ์ขันและไหวพริบ อันเป็นเอกลักษณ์ของเขามาสู่การพากย์บทนักวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลังแผนการร้ายของกรู เนฟาริโอ ที่เบื่อหน่ายกับการผลิตแยมและเยลลี่รสชาติห่วยแตก โหยหาอดีตที่มีแต่การวางแผนร้าย ร้ายและร้าย เมื่อเขาได้จากไปอย่างกะทันหัน (ก็กะทันหันที่สุดเท่าที่เนฟาริโอจะทำได้แหละน่า) กรู, สาวๆ และพวกมินเนียนต่างก็คิดถึงสมาชิกชราของครอบครัวเขาอย่างยิ่ง แต่อย่าลืมไปล่ะว่าเนฟาริโอก็ยังสามารถลากเอาคุณพ่อกลับเข้าสู่แผนการของเขาได้ด้วยความบังเอิญอยู่ดีนั่นแหละ

             นักพากย์ที่มาร่วมงานกับทีมนักพากย์จากภาคเดิมในครั้งนี้คือสองนักแสดงตลก คนหนึ่งเป็นนักแสดงหนุ่มที่ขโมยซีนในจอแก้ว นักแสดงมากความสามารถที่สามารถสับเปลี่ยนระหว่างการแสดงจอแก้วและจอเงินได้อย่างยอดเยี่ยมนับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนักแสด

            เคน จอง ผู้เป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทแก๊งสเตอร์ มิสเตอร์โชว์ จอมเจ้าเล่ห์ ผู้ฟื้นจากความตายเป็นครั้งคราวในแฟรนไชส์ The Hangover ได้มาร่วมงานในแฟรนไชส์นี้ในบทฟลอยด์ อีเกิล-ซัง องค์กรเอวีแอลหมายตาฟลอยด์ว่าเป็นผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งในคดีโจรกรรมหลายต่อหลายครั้งที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ แต่กรูค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้าของร้านทำผมสำหรับสุภาพบุรุษผมน้อยผู้นี้เป็นผู้บริสุทธิ์ ฟลอยด์สบายใจกับการให้คำแนะนำด้านเส้นผมแย่ๆ มากกว่าที่เขาจะคิดแผนการร้ายเพื่อยึดครองโลก

Despicable Me 2


            สตีฟ คูแกน นักแสดงตลกจากอีกทวีปหนึ่ง พากย์เสียง ไซลัส แรมส์บอททอม เจ้านายอังกฤษจ๋าของลูซี่ในองค์กรเอวีแอล ผู้เลือกกรูเพราะชื่อเสียงฉาวโฉ่ของอดีตซูเปอร์วายร้ายของเขา เมเลแดนดรียินดีที่นักแสดงหนุ่มเต็มใจจะร่วมงานกับพวกเขา “เสียงของสตีฟโดดเด่นจริงๆ เขามีเสียงที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และสามารถใส่เอาอารมณ์ตลกหน้าตายเข้าไปในตัวละครตัวนี้ได้ด้วย มันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับผู้ชายคนนี้ที่จะเอ่ยอะไรออกมาซักอย่างที่ไม่โดดเด่นออกมาตั้งแต่นาทีแรกที่เขาพูดน่ะครับ”

            ในขณะที่แม้ว่านักแสดงหนุ่มวัย 21 ปี โมเสส อาเรียสเป็นที่รู้จักดีที่สุดจากบทริโก้ในซีรีส์ฮิตเรื่อง Hannah Montana เขาก็เลยพากย์เสียงในภาพยนตร์หลายเรื่องเช่น Astro Boy และ The Secret World of Arrietty มาแล้ว ใน Despicable Me 2 อาเรียสพากย์เสียง แอนโทนิโอ ลูกชายเท้าไฟของเอดัวร์โด้ เปเรซ หนุ่มเจ้าเสน่ห์ผู้อยากจะขโมยหัวใจมาร์โก้ คอฟฟินเล่าว่าแอนโทนิโอได้ยกระดับความตึงเครียดในครอบครัวกรูให้เพิ่มขึ้นไปอีก “แน่นอนครับ การมีลูกสาวที่ตกหลุมรักชายหนุ่มทำให้คนเป็นพ่อรู้สึกกระวนกระวาย แล้วคุณจะมีปฏิกิริยาอย่างไรล่ะ? คุณคงอยากจะทำเหมือนกับกรู ที่อยากจะใช้รังสีแช่แข็งกับเขาน่ะครับ” 

            สำหรับผู้ควบบทเอดัวร์โด้ เปเรซและเอล มาโช ทีมผู้สร้างรู้สึกโชคดีที่คว้าตัวนักแสดงมากความสามารถ เบนจามิน แบรทท์ มาได้ เอดัวร์โด้ เจ้าของภัตตาคารซัลซา แอนด์ ซัลซาในห้างสรรพสินค้าผู้รวยเสน่ห์ อาจจะซ่อนความลับยิ่งใหญ่ ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อกรูเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อพวกมินเนียนด้วยเช่นกัน เมเลแดนดรีแนะนำตัวละครตัวนี้ว่า “เอล มาโชตายในแบบที่แมนสุดๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นคือเขาขี่หลังฉลามโดยมีระเบิดไดนาไมต์มัดติดอยู่ที่หน้าอก พุ่งตรงเข้าไปในปากภูเขาไฟที่กำลังพลุ่งพล่าน กรูมั่นใจว่าเอดัวร์โด้เป็นวายร้ายจากอดีตผู้นี้ครับ”

            โชคดีสำหรับทีมงานที่แบรทท์คุ้นเคยกับ Despicable Me อย่างดีและลูกๆ สองคนของเขาก็เป็นแฟนของภาคแรกอีกด้วย เมเลแดนดรีเล่าว่า “เบนจามินเป็นนักแสดงที่วิเศษสุดและเขาก็มีเสียงที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างวิเศษสุด การผสมผสานความรักที่เขามีต่อบทนี้และฝีมือการแสดงที่เหลือเชื่อของเขาได้เป็นตัวกระตุ้นให้เราเชื่อว่าเขาจะสวมบทนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ”

            ผู้กำกับชื่นชมสิ่งที่แบรทท์ได้นำเสนอในการพากย์เสียงทั้งเอดัวร์โด้และเอล มาโช เรโนด์เล่าว่า “เบนจามินมีบุคลิกแข็งแกร่ง แล้วเขาก็จะพูดแบบนี้ เขาสามารถออกเสียงได้หลายระดับ และมันก็ช่วยทำให้การพากย์เสียงของเขามีชีวิตชีวาด้วย แม้ว่าเอดัวร์โด้จะเป็นคนตัวใหญ่ แต่เขามีฝีเท้าไวมาก มันมีเศษเสี้ยวหนึ่งในตัวเขาที่เกิดจากการพากย์เสียงของเบนจามินครับ”

            คอฟฟินก็ได้กล่าวชื่นชมรายละเอียดในการพากย์เสียงของแบรทท์ด้วยเช่นกัน “ท้ายที่สุดแล้ว ตอนที่เอดัวร์โด้เผยตัว และเราได้ค้นพบว่าเขาเป็นตัวละครชั่วร้าย เบนจามินก็เปลี่ยนแปลงเสียงของเขาไปเล็กน้อย เพื่อใส่เอาความร้ายกาจเข้าไปอย่างที่คุณคาดไม่ถึง การได้ยินเสียงนั้นออกมาจากตัวละครตัวนี้ของเรา ชายตัวเตี้ยที่เคยแข็งแกร่งมากๆ แต่ก็ปล่อยปละละเลยตัวเอง เป็นเรื่องสนุกและทำให้เกิดความแตกต่างอย่างยิ่งครับ”

            แบรทท์เล่าถึงการตัดสินใจเข้าร่วมแฟรนไชส์นี้ของเขาว่า “ผมสนใจไอเดียของการรับบทที่เข้ากับโลกของกรูได้พอดิบพอดี เป็นคนยิ่งใหญ่ที่มีนิสัยแตกต่างหลากหลายที่สุด และมันก็เป็นโอกาสที่วิเศษอย่างที่สุดที่ได้รับบทเป็นคนที่มีความกระหายอยากและความเร่าร้อนเกินตัว เขาเป็นลูกชายแมนเกินร้อยที่ทั้งอันตรายและอ่อนโยน หนังเรื่องนี้ฮาสุดๆ และส่วนหนึ่งของอารมณ์ขันก็มาจากความจริงที่ว่าเอดัวร์โด้/เอล มาโช มีชีวิตชีวาอย่างน่าหลงใหล เขามีความกระหายในชีวิต ความรักและเรื่องร้ายกาจแบบสุดๆ ซึ่งความสุดโต่งนี้ก็มักจะนำมาซึ่งเรื่องขำขันด้วยครับ”
          สำหรับนักแสดงหนุ่ม การพากย์เสียงสองบทเป็นอะไรที่ตื่นเต้นทีเดียว สำหรับเอดัวร์โด้ เขาอาจมีเสียงที่มีเสน่ห์และพูดจาคล่องแคล่ว ในบทเอล มาโช เขากลายเป็นคนอันตรายอย่างแท้จริง แบรทท์กล่าวต่อว่า “ความสนุกและความท้าทายในการพากย์เสียงตัวละครตัวนี้คือการหาสมดุลระหว่างเสน่ห์และอันตรายของเขา แน่นอนว่าเราอยากจะดึงอารมณ์ขันออกมาจากบทแต่เราก็อยากให้มันมีพื้นฐานบนความเป็นจริงด้วย ผมคิดว่ากุญแจสำคัญในการพากย์เสียงบทนี้คือการนำเสนอภาพเขาในฐานะชายผู้ดื่มด่ำกับทุกแง่มุมของชีวิตเขา ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงลูกชาย การบริหารภัตตาคารหรือการวางแผนยึดครองโลกก็ตามครับ”

           ผู้ที่ร่วมงานใน Despicable Me 2 ในบทสมทบคือนาซิม เพ็ดแร็ดจาก Saturday Night Live ในบท จิลเลียน เพื่อนบ้านจอมจุ้นผู้ตามตื๊อกรูไม่หยุดจนกว่าเขาจะตกลงไปออกเดทกับแชนนอน (พากย์เสียงโดยคริสติน แชลจาก 30 Rock) สาวผมบลอนด์ผู้หมกมุ่นกับฟิตเนสพอๆ กับการศัลยกรรมความงาม

ต้องสวมผ้าพันคอนะ: สไตล์วิชวลและการออกแบบตัวละคร

              หลายคนอาจไม่รู้ว่าลุคและแบบดีไซน์ของ Despicable Me ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของนักวาดภาพชาร์ลส์ แอดดัมส์และเอ็ดเวิร์ด โกรีย์ในสไตล์ที่ทีมงานขนานนามว่า “กอธิคชนบท” อีริค กิลลอน ผู้ออกแบบงานสร้างคนหนึ่งของ Despicable Me 2 ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับศิลป์ของภาคที่แล้ว ร่วมกับแยร์โรว์ เชนีย์ เพื่อนผู้ออกแบบงานสร้างของเขาในภาคนี้ สำหรับซีเควล ทั้งคู่ได้ยกย่องผลงานของแอดดัมส์และโกรีย์ แต่ก็ได้สร้างลุคโดดเด่นที่ผสมผสานความกอธิคเข้ากับแบบวิชวล ดีไซน์ที่สดใส อีกครั้งหนึ่งที่อิลลูมิเนชัน แม็ค กัฟฟ์ บริษัทอนิเมชันชื่อดังในปารีส เป็นผู้รับผิดชอบงานสร้างภาพวิชวลนั้นใน Despicable Me 2 บริษัทฝรั่งเศสแห่งนี้ได้ตอบรับธรรมเนียมอนิเมชันที่ไม่เหมือนใครของประเทศนี้และคิดหาวิธีพัฒนาภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างรอบคอบ ฮีลลีกล่าวชื่นชมว่า “สิ่งที่ฉันเห็นคือทีมอนิเมชันที่ได้รับประโยชน์จากวัฒนธรรมฝรั่งเศสในแบบที่มีเอกลักษณ์มากๆ มีโรงเรียนที่วิเศษสุดมากๆ ที่ผลิตอนิเมเตอร์ที่น่าทึ่งออกมาในทุกปี เป็นคนที่สามารถสร้างโมเดลและสร้างเท็กซ์เจอร์สวยๆ ทั้งหมดนี้ออกมาได้ และเป็นนักวาดภาพที่รู้วิธีการให้แสง การจัดองค์ประกกอบภาพ รวมทั้งการสร้างเอฟเฟ็กต์ออกมาได้อย่างงดงามด้วยค่ะ”

               คอฟฟินกล่าวสรุปกระบวนการถ่ายทำของทีมงานว่า “คติการทำงานของเรา ในแง่ของตัวละครและอนิเมชัน คือในห้าวินาทีแรกของหนัง คุณจะต้องลืมไปว่ามันเป็นหนังอนิเมชัน คุณต้องเข้าใจว่าตัวละครแต่ละตัวกำลังรู้สึกอย่างไร ดีไซน์จะเป็นตัวกำหนดเสียง และเสียงก็จะเป็นตัวกำหนดแบบดีไซน์ครับ” เขากล่าวชื่นชมกระบวนการร่วมมือกันพลางตั้งข้อสังเกตว่า “มันเป็นเรื่องที่ว่าเราจะสามารถใส่อะไรเพิ่มเติมเข้าไปให้กับหนังเรื่องนี้ได้อย่างไร? เราจะทำให้มันดีกว่านี้ ตลกกว่านี้และสะเทือนอารมณ์กว่านี้ได้ยังไง?”

              ในแง่ของการออกแบบตัวละครที่กลับมาอีกครั้งในภาคนี้ แน่นอนว่าเรารู้อยู่แล้วว่ากรู, เนฟาริโอ, เด็กๆ และมินเนียนมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เมื่อเพิ่ม ลูซี่ ผลงานสร้างล่าสุดของพอลและดูริโอเข้าไป ทีมอนิเมเตอร์ก็ได้รับอนุญาตให้ปรับเปลี่ยนลุคของเธอเพื่อให้เข้ากับโลกที่มีอยู่แล้วใบนี้ แต่ก็ทำให้เธอโดดเด่นขึ้นมาในฐานะนางเอกคนใหม่ของโลกใบนี้ด้วย ฮีลลีคุยถึงแรงบันดาลใจของทีมงานว่า “อีริค กิลลอนได้คิดแบบดีไซน์ตัวละครที่วิเศษสุด ที่ตรงข้ามกับกรูขึ้นมาได้ ลูซี่มีสไตล์หลากหลาย เธอตัวสูง ผอม มีผมสีแดงค่ะ” และเช่นเดียวกับกรู เธอก็ต้องการอุปกรณ์พันคอด้วยเหมือนกัน “ตัวละครทุกตัวที่ออกแบบโดยคนในฝรั่งเศสจะต้องพันผ้าพันคอค่ะ มันทำให้การสร้างอนิเมชันเป็นเรื่องยากขึ้นหน่อย  แต่มันก็คุ้มค่าค่ะ”

              อนิเมเตอร์ชาวฝรั่งเศสมักจะได้รับแรงบันดาลใจจากสไตล์วิชวลคอเมดีของไอคอนแห่งโลกภาพยนตร์อย่างชาร์ลีย์ แชปลิน, บัสเตอร์ คีย์ตันและฌาคส์ ตาตี รวมถึงปรมาจารย์ร่วมสมัยอย่างโรแวน แอทคินสันและปีเตอร์ เซลเลอร์ในแฟรนไชส์ The   Pink Panther คอฟฟิน ชาวฝรั่งเศส ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจของทีมอนิเมเตอร์ว่า “มันเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมครับ การโตมากับหนังพวกนี้รวมถึงการ์ตูนและนิยายภาพ คงจะมีอิทธิพลต่อลุคของหนังเรื่องนี้เพราะทุกคนที่ทำงานในหนังเรื่องนี้ต่างก็เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์มากๆ ครับ”

              คอฟฟินยกตัวอย่างสไตล์นี้ ซึ่งมีการนำเสนอฉากออกมาอย่างยืดยาวกว่าเดิม “ตอนที่ลูซี่พยายามจะยัดกรูผู้น่าสงสารที่ถูกช็อตด้วยไฟฟ้าเข้าไปในท้ายรถ เราก็ขยายฉากนั้นให้ยาวขึ้น เราจะตัดให้มันสั้นกว่านี้ก็ได้ คือให้เธอจับเขายัดใส่หลังรถแล้วก็เป็นอันจบกัน แต่เรายืดให้มันยาวขึ้น เพื่อสร้างความรู้สึกที่ว่ามันเป็นเรื่องอับอายและเจ็บปวดสำหรับกรูที่ต้องเข้าไปในท้ายรถนั่น ซึ่งก็เป็นเรื่องเยี่ยมสำหรับตัวกรูเอง เพราะเขาควรจะเป็นคนที่ถือไพ่เหนือกว่า แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ”
          

Despicable Me 2

  

                  สำหรับเรโนด์ บริษัทอนิเมชันจากปารีสแห่งนี้เป็นที่ที่เพอร์เฟ็กต์ในการผสมผสานแรงบันดาลใจจากทั่วทุกมุมโลก เขาเล่าว่า “เมืองที่กรูอาศัยอยู่มีแทงค์น้ำขนาดใหญ่เหมือนกับในบรูคลิน ที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นหลังจบมหาวิทยาลัย ในขณะเดียวกัน ที่เปิดประตูตรงกลางประตูก็เหมือนกับสิ่งที่คุณจะได้พบในปารีส มันเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมอย่างยอดเยี่ยม ที่ช่วยสนับสนุนกันและกันและทำให้แบบดีไซน์โดยรวมของหนังเรื่องนี้ดีขึ้นด้วยครับ”

                 ความเต็มใจในการหาแรงบันดาลใจจากทุกหนแห่งได้แผ่ซ่านไปทั่วกองถ่าย เรโนด์กล่าวเสริมว่า “เรามักพยายามหาคำตอบสำหรับคำถามด้านดีไซน์ ที่คาดไม่ถึงหรือไม่ได้เป็นเรื่องธรรมดาๆ น่ะครับ ทีมงานพัฒนาวิชวลและทีมศิลป์ได้สร้างสรรค์สิ่งที่มีเอกลักษณ์ขึ้นมาจากแหล่งต่างๆ แยร์โรว์ เชนีย์และอีริค กิลลอน ผู้ได้ทำงานพัฒนาภาพวิชวลมากมาย สามารถสร้างโลกที่โดดเด่นนี้ขึ้นมาได้ นักออกแบบตัวละครบางคนที่เคยร่วมงานกับเราในภาคแรกและได้สานต่อหน้าที่เดิมในภาคที่สองได้สร้างสรรค์ลุคที่ยังคงความโดดเด่นขึ้นมาครับ”

                 ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบเอล มาโชเริ่มต้นขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่น่าประหลาดใจ เรโนด์กล่าวว่า “เรานึกถึงสิ่งต่างๆ เช่นเอล ซานโตส นักมวยปล้ำชื่อดัง และเริ่มต้นสร้างเอล มาโช ในตอนที่รุ่งสุดๆ ในรูปแบบของชายกล้ามใหญ่ ที่สวมหน้ากากและผ้าคลุม เมื่อเรื่องราวดำเนินไป เราก็ตระหนักได้ว่าคงจะดีกว่านี้ถ้าเขาไม่ได้อยู่ในสภาพฟิตสุดๆ อีกต่อไปแล้ว และกรูก็คิดว่าเขาจำชายคนนี้ได้เท่านั้นเอง”

                 ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าที่ฉูดฉาดของแรมส์บอททอมหรือลูกบิดประตูตามบ้านของเพื่อนบ้านกรู แบบดีไซน์ของ Despicable Me 2 ก็คงความน่าจดจำอยู่เช่นเคย เมเลแดนดรีกล่าวว่า “ผมไม่เคยจะหยุดทึ่งกับรายละเอียดเหลือเชื่อที่ทีมงานของเราใน   ปารีสสามารถสร้างขึ้นในหนังเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเนื้อผ้าและพื้นผิว ประสบการณ์ในการดูหนังที่ชัดเจนว่าไม่ใช่ของจริง แต่เต็มไปด้วยตัวละครที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่มีรายละเอียดสูงและบ่งบอกถึงความเป็นจริงบางอย่าง เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจครับ การผสมผสานโลกอนิเมชันนั้นเข้ากับรายละเอียดที่สมจริงเป็นเรื่องที่พิเศษสุด”

               ผู้กำกับยอมรับว่ามันมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการออกแบบโลกของกรูและโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่ ด้วยความที่รูปแบบต้องสำคัญรองจากฟังค์ชันการใช้งาน เรโนด์กล่าวกลั้วหัวเราะว่าเขาได้ดึงแง่มุมหลายอย่างสำหรับชีวิตครอบครัวของอดีตซูเปอร์วายร้ายมาจากครอบครัวของเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่กรูได้แปลงกายกลายเป็นกรูซิงเกอร์เบลในงานเลี้ยงวันเกิดของแอ็กเนส (ในตอนที่นางฟ้าตัวจริงไม่ปรากฏตัว) ผู้กำกับกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “เราคุยกันว่ากรูสามารถแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของเขาและทำให้เห็นว่าเขายินยอมทำถึงแค่ไหนเพื่อทำให้วันเกิดของเจ้าหญิงน้อยๆ ของเขาเป็นวันที่พิเศษสุด บอกตามตรงนะครับ ปกติภรรยาผมจะเป็นคนบังคับให้ผมทำแบบนั้น ผมเคยเป็นทั้งฉลาม ดาร์ธ เวเดอรส์และตัตวละครสีชมพูที่ผมลืมชื่อไปแล้วเพื่อลูกสาวผมมาแล้ว มันเป็นเรื่องปกติของคนเป็นพ่อแม่น่ะครับ หรือไม่งั้นมันอาจเป็นเรื่องปกติแค่สำหรับผมก็ได้”

                คอฟฟินเล่าว่า แบบดีไซน์ที่ทีมงานของเขาสร้างสรรค์ขึ้นได้ผสมผสานกับเสียงพากย์ของนักพากย์ได้อย่างลงตัว จริงๆ นั่นแหละที่แบบดีไซน์ได้เป็นตัวกำหนดเสียงและเสียงก็เป็นตัวกำหนดแบบดีไซน์ “มันเกือบจะเหมือนกับเวทมนต์เลยครับ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณให้กรูพูดอะไรบางอย่างออกมา เราไม่เพียงแต่สามารถปรับบทพูดเท่านั้น แต่เรายังสามารถปรับเปลี่ยนอนิเมชันได้ด้วย เช่นการเคลื่อนไหวร่างกายของกรูเพื่อที่เขาจะได้สื่อความหมายที่แตกต่างจากสิ่งที่เขาพูดได้ แน่นอนครับว่ามันเป็นความฝันของนักแสดงและอนิเมเตอร์ทุกคนก็เป็นนักแสดงโดยพื้นฐานอยู่แล้ว”

จากฝรั่งเศสสู่อเมริกา:  อิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ลงมือทำงาน

                ด้วยความที่อิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในซานตา มอนิกา, แคลิฟอร์เนีย และอิลลูมิเนชัน แม็ค กัฟฟ์ตั้งอยู่ในปารีส ทีมงานของเรื่องนี้ก็นับได้ว่าเป็นทีมงานระดับโลกอย่างแท้จริง เรโนด์เชื่อว่าการอยู่ในปารีสและแอลเอทำให้ทีมงานได้สิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองทวีปมาใช้งานได้ “ในฝรั่งเศส ระบบการศึกษาอนิเมชันของพวกเขาไม่เป็นสองรองใคร และอนิเมเตอร์ นักวาดภาพและทีมงานที่ศึกษาอยู่ที่นี่ก็มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด มันมีวัฒนธรรมความรักในการสร้างอนิเมชันและการ์ตูน ที่หาได้ไม่ง่ายเลยในที่อื่นในโลก และจากอเมริกา เราก็ได้ระดับประสบการณ์ของการถ่ายทำและการสร้างอนิเมชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างอนิเมชันที่เข้าฉายในทั่วโลก ซึ่งไม่ปรากฏในประเทศอื่นๆ มากนักน่ะครับ”

                ฮีลลีขยายความตรรกะในเรื่องนี้ว่า “สิ่งหนึ่งที่คริส เมเลแดนดรีคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทีมงานที่อิลลูมิเนชันคือการที่นักวาดภาพจะได้ทำงานในที่ที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ค่ะ เราโชคดีที่ได้ตารางการทำงานและล็อคเวลาของบริษัทนี้ในตอนที่การสื่อสารทางไกลเป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย คุณสามารถใช้ iChat หรือ Skype ในการพูดคุยกันข้ามไทม์โซนได้ แต่นักวาดภาพเรื่องราวของเรา นักพัฒนาภาพวิชวลของเราและนักลงสีของเรามาจากทั่วโลก พวกเขาไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง มันเป็นส่วนที่วิเศษสุดของการได้บ่มเพาะคนมีพรสวรรค์ขึ้นมาค่ะ ตอนที่เราก่อตั้งอิลลูมิเนชัน แม็ค กัฟฟ์ ซึ่งเติบโตขึ้นมาจากแม็ค กัฟฟ์ ลีนย์ในปารีส มันเป็นบริษัทที่ตั้งมาเกือบ 30 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีพื้นฐานด้านเทคนิคที่แข็งแรงอยู่ค่ะ”

                เธอเผยรายละเอียดของกระบวนการนี้ให้เราฟังว่า “สิ่งที่เราพบคือระหว่างทางจากบทสู่การเขียนสตอรีบอร์ด สู่การตัดและสู่ขั้นตอนอนิเมชัน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปค่ะ ทุกคนต่างก็เข้ามามีส่วนร่วม มันดีขึ้นกว่าเดิม และบางครั้ง มันก็มีรายละเอียดมากขึ้นในตอนที่นักวาดภาพได้สัมผัสมัน เราก็เลยต้องคอยมองบ่อยๆ ว่ามันจะเข้ากับบริบทของหนังทั้งเรื่องอย่างไรบ้าง ในทุกๆ 10-12 สัปดาห์ เราจะถอยหลังกลับมาเมื่อมองดูหนังทั้งเรื่องอย่างที่ผู้ชมจะดูมัน แต่เราก็เพิ่มเติมอะไรเข้าไปมากขึ้น ตั้งแต่ตอนที่ฉากดูดีในสตอรีบอร์ดและถูกตัดให้รองรับเสียงพากย์ชั่วคราว ไปจนถึงตอนที่มันได้รับการบันทึกเสียงและถูกสร้างให้เป็นอนิเมชัน และผ่านมือของทั้ง 14 แผนกของคอมพิวเตอร์ กราฟฟิค เวลาก็ผ่านไปหลายเดือนแล้วค่ะ”

                แม้ว่า Despicable Me จะนำเสนอภาพวิชวลสวยๆ มากมาย ทีมผู้สร้างก็อยู่ในสถานการณ์พิเศษที่สามารถพัฒนาผลงานของพวกเขาได้ คอฟฟินกล่าวว่า “Despicable Me 2 เป็นความก้าวหน้าในเชิงเทคนิคอย่างแท้จริง อิลลูมิเนชัน แม็ค กัฟฟ์ ได้ยกระดับทุกอย่างในแง่ของการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานเรนเดอร์ ซึ่งเป็นอะไรที่ซับซ้อนเหลือเกิน มันดูดีแบบนั้นเพราะเราใช้ระบบเรดิโอซิตี้ ซึ่งเป็นระบบที่สีสันจะกระเด้งกระดอนจากทุกหนทุกแห่ง มันเป็นระบบที่ถูกใช้ในสเปเชียล เอฟเฟ็กต์มากกว่าหนังอนิเมชันครับ มันจะช่วยเพิ่มเติมรายละเอียดหลายๆ อย่างในแบบที่เราขาดไปในภาคแรกครับ”

                 ฮีลลีขยายความว่า การที่อิลลูมิเนชัน แม็ค กัฟฟ์ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ทำให้ทีมงานสามารถขัดเกลาการออกแบบตัวละครจนสมบูรณ์แบบได้ เธอเล่าถึงหนึ่งในตัวอย่างที่เธอโปรดปรานที่สุดว่า “ด้วยความที่เรามีเวลาระหว่างทั้งสองภาคอยู่บ้าง เราก็เลยสามารถเปลี่ยนแปลงแบบโมเดลมาร์โก้ได้ มันมีสิ่งหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็น ซึ่งบางทีหลายคนอาจไม่ทันสังเกตก็ได้ มาร์โก้คนใหม่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมามากกว่าเดิมค่ะ มีบางฉากที่ฉันได้ดูอนิเมชันของมาร์โก้ และฉันก็รักเธอ เพราะเธอมีการแสดงที่ยอดเยี่ยมและเข้าถึงได้เหลือเกินในภาคนี้ค่ะ”

ปูเลต์ ติกิ มาซาลา: เมื่อมินเนียนเข้าสู่ด้านมืด

                 มินเนียน สมุนของกรู ที่เดิมทีถูกคิดขึ้นมาเป็นตัวละครสีเหลือง รูปทรงเหมือนเม็ดยา ผู้คอยช่วยเหลือกรูในการปฏิบัติแผนการชั่วร้าย ได้พัฒนาขึ้นใน Despicable Me 2 กลายเป็นตัวขโมยซีนที่น่าดูชมที่สุดในเรื่อง ในตอนที่ตัวละครตัวนี้ได้พัฒนาขึ้นระหว่างขั้นตอนสตอรีบอร์ด การออกแบบและการเขียนบท ทีมผู้สร้างมองเห็นถึงพลังศักยภาพของพวกเขา และได้เพิ่มเติมบทบาทของพวกเขาเข้าไปในเรื่องราวมากขึ้น เมเลแดนดรีอธิบายถึงพัฒนาการของพวกเขาว่า “พวกมินเนียนยังคงจะเป็นตัวละครที่น่าแปลกใจและปราศจากพิษภัยเหมือนเดิม และแม้ว่าพวกมินเนียนจะวิเศษสุดและเป็นที่รักมากแค่ไหนในภาคแรก หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของพวกเขาคือความคาดไม่ถึงนี่แหละครับ”
 “สิ่งที่ใกล้เคียงกับปฏิกิริยาที่มีต่อตัวละครกลุ่มนี้มากที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นคงจะเป็นปฏิกิริยาระหว่างผู้ชมและสแครทจาก Ice Age ครับ” เขากล่าวต่อ “แต่ประสบการณ์ของเรากับสแครทเป็นแบบนั้นเพราะเขาเป็นตัวละครที่มีเป้าหมายชัดเจน ทำให้ไม่มีโอกาสสำหรับการทดลองทำอะไรอย่างอื่น พวกมินเนียนเป็นตัวละครที่ไม่ใช่คำพูด และพวกเขาก็เกิดขึ้นมาจากกระบวนการด้านวิชวลล้วนๆ ครับ พวกเขาไม่ได้เป็นตัวละครที่ถูกกำหนดขึ้นมาด้วยบท แต่ถูกกำหนดด้วยการสำรวจเชิงวิชวล ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถสื่อสารข้ามวัฒนธรรมได้เพราะพวกเขาไม่ได้ยึดติดกับวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งน่ะครับ”

                คอฟฟินเล่าถึงพัฒนาการไปสู่การเป็นตัวละครโด่งดังของมินเนียนอย่างที่เรารู้จักและรักว่า “ผมกับคริส เรโนด์พูดกันว่า ‘ในบท พวกเขาถูกพูดถึงว่าเป็นลูกสมุน เป็นกองทัพคนร่างใหญ่’ แต่เราไม่อยากให้กรูเป็นเหมือนคนด้อยกว่าที่มีกองทัพที่เหมือนกับยักษ์ออร์คคอยติดสอยห้อยตาม เราก็เลยขอให้อีริคหาตัวละครที่ดูเรียบง่ายเพื่อที่เราจะใส่พวกเขาเข้าไปได้เป็นกองทัพ แล้วเขาก็คิดไอเดียของเม็ดยาที่สวมแว่นตาก๊อกเกิ้ลขึ้นมาได้ ในแง่ของการออกแบบกราฟฟิค มันเป็นภาพที่มีเสน่ห์มากๆ ครับ”

               ในตอนที่เสียงพากย์เริ่มแรกสำหรับสมุนของกรูใช้การไม่ได้ คอฟฟินก็ได้ก้าวเข้ามาทดลองพากย์เสียงตัวละครเหล่านี้ด้วยตัวเอง เขาเล่าว่า “ผมเคยแสดงโฆษณาและซีรีส์โทรทัศน์หลายครั้งและผมก็เคยต้องพากย์เสียงชั่วคราวด้วยเหตุผลในเรื่องจังหวะการทำงาน ผมบอกคริส เมเลแดนดรีว่า ‘ขอผมทดสอบหน่อย มันจะไม่ใช่การทดสอบอย่างเป็นทางการหรอกนะ แต่มันเป็นเพื่อแสดงให้ใครก็ตามที่จะมาออกแบบเสียงพากย์ตัวละครพวกนี้ว่าเขาจะต้องออกเสียงยังไง’ แล้วผมก็พากย์เสียงพวกเขานานสองสามนาที และเมื่อผมขอให้คริสลองฟังเสียงผมดู เขาก็บอกว่า ‘งั้นคุณพากย์เสียงพวกมินเนียนแล้วกัน’ ดังนั้น คำต่างๆ พวกนั้นก็เลยหลั่งไหลออกมา ผมให้พวกเขาพูดภาษาอินเดีย ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปนและอิตาเลียน ผมผสมผสานคำที่มีเสียงน่าขันเข้าด้วยกันเพียงเพราะมันฟังดูแล้วเข้าที ไม่ได้เพราะว่ามันมีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ”

              เห็นได้ชัดว่าเสียงแปลกพิลึกของคอฟฟินเป็นที่ชื่นชอบเพราะตัวละครกลุ่มนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงและผู้ชมก็ตกหลุมรักพวกเขา เรโนด์เล่าถึงเรื่องราวของเพื่อนผู้กำกับของเขาต่อไปว่า “ภาษาของพวกเขาฟังดูงี่เง่าก็จริง แต่เมื่อคุณเชื่อว่าพวกเขากำลังพูดคุยกันจริงๆ มันก็ทำให้สถานการณ์ตลกมากขึ้น สิ่งที่ยอดเยี่ยมเกี่ยวกับภาษาของพวกมินเนียน แม้ว่ามันจะฟังไม่รู้เรื่องก็ตาม คือมันฟังดูเป็นภาษาจริงๆ เพราะปิแอร์ได้ใส่เอาคำจากภาษาต่างๆ มาใส่เข้าไป แล้วก็บันทึกเสียงส่วนใหญ่ของพวกมินเนียนด้วยตัวเอง มันมีคำที่อ้างอิงถึงเรื่องอาหารเยอะแยะ เช่น ‘ปูเลต์ ติกิ มาซาลา” เป็นภาษาฝรั่งเศสสำหรับแกงกะหรี่ไก่น่ะครับ ผมกับปิแอร์ได้ตัดต่อฉากที่มินเนียนตัวหนึ่งยืนอยู่ตรงลำโพง ผมพากย์เสียงเป็นอีวิล มินเนียนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของลำโพง แล้วปิแอร์ก็พูดรหัสผ่านที่แปลกประหลาดออกมา แล้วในตอนที่มินเนียนตัวนั้นพูดทำนองว่า ‘บลา บลา บลา จุ๊บๆ’ นั่นก็คือเสียงของผมครับ”

             ฮีลลีเล่าว่าสิ่งที่ทำให้พวกมินเนียนมีความสำคัญคือพวกเขาทั้งร้อยตัวไม่เพียงแต่สร้างความรู้สึกยิ่งใหญ่ให้กับโลกของกรูเท่านั้น แต่พวกเขายังนำมาซึ่งอารมณ์ขัน ที่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดด้วย เธอสรุปว่า “มีอะไรบางอย่างเกี่ยวกับแบบดีไซน์ของพวกเขาที่วิเศษสุดค่ะ ด้วยรูปร่างสีเหลืองที่เรียบง่าย ดวงตากลมโต แว่นก๊อกเกิ้ล และชุดคลุมแบบเด็กเล็กๆ พวกเขาก็ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม มันเป็นการร่วมมือกันและเป็นการหลอมรวมระหว่างผู้กำกับและเสียงของพวกเขาเข้ากับแบบดีไซน์ตัวละครที่ตลกขบขันที่พัฒนาขึ้นในหนังภาคแรก ซึ่งทำให้พวกมินเนียนเป็นตัวละครวิเศษสุดที่มีเสน่ห์สากลค่ะ”

                เธอยอมรับว่าการมีนักพากย์อยู่ในกองถ่ายของภาพยนตร์ทั้งสองภาคมักจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน “เพราะผู้กำกับเป็นคนพากย์เสียงพวกมินเนียน และพวกเขาก็อยู่ตรงนี้ มันก็เลยไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่เราจะนำตัวพวกเขาเข้ามาแล้วบอกว่า ‘เราอยากได้บทพูดใหม่ๆ สำหรับมินเนียน คริสและปิแอร์ทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากๆ หลังจากที่ร่วมงานกันมาตยลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อคุณได้พวกเขามาอยู่ในห้องเดียวกัน และพวกเขาเริ่มต่อบทกันและกันสำหรับสถานการณ์ที่พวกมินเนียนน่าจะเจอ ผลที่ออกมาก็เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นค่ะ”

Despicable Me 2


              ด้วยความที่เอล มาโชต้องการกองทัพของตัวเองในการทำให้แผนการร้ายของเขากลายเป็นจริง เขาก็เลยขอความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนหนึ่งในการสร้างกองทัพมินเนียนวายร้ายสีม่วง ที่มีขนกระเซอะกระเซิงขึ้นมา เพราะมีวายร้ายคนไหนบ้างล่ะที่จะไม่อยากได้กองกำลังไร้ต้านที่จะทำให้ความทะเยอทะยานของเขาเป็นจริงขึ้นมา? เมเลแดนดรีกล่าวว่า “พอกรูรับงานจากองค์กรเอวีแอลแล้ว เราก็เริ่มสังเกตว่าพวกมินเนียนค่อยๆ หายตัวไปในแบบที่น่าสนใจ พวกเขาถูกรวบตัวไปจากระเบียงหน้าบ้าน หรือถูกรถไอศกรีมล่อลวงออกไปตรงถนน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงกับดักที่ถูกวางเอาไว้ ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราค้นพบก็คือแผนการที่กรูพยายามจะเปิดโปงนั้นในตอนนี้ได้เกี่ยวพันไปถึงการจับตัวพวกมินเนียนและการเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นสมุนวายร้ายครับ”

              สำหรับมินเนียนสีม่วงผู้ไร้เทียมทาน และไม่รู้ว่าต้องกินอะไร พวกเขาก็เลยกินทุกอย่างที่ขวางหน้า เรโนด์ได้เป็นผู้พากย์เสียงพวกเขาเป็นส่วนใหญ่ และพี่น้องสีม่วงที่เหมือนซอมบี้ของตัวละครโปรดของเราก็ถูกจินตนาการขึ้นโดยกิลลอนอีกครั้งหนึ่ง คอฟฟินเล่าว่า “ไอเดียของเราคือการทำให้มินเนียนดูซื่อบื้อขึ้น…ซึ่งเกิดจากฟันซี่โตของพวกเขา พวกเขามีฟันใหญ่โต ซึ่งดูน่ากลัวก็จริง แต่ก็ตลกด้วยเพราะฟันของพวกเขาทั้งโค้งมนและบิดเบี้ยว ไม่ปกติเลยซักนิดครับ”

              เรโนด์เล่าเรื่องน่าสนใจในเรื่องแรงบันดาลใจสำหรับอีวิล มินเนียนว่า “มันมีการ์ตูนลูนีย์ ตูนส์คลาสสิกที่ทวีทตี้ เบิร์ดดื่มน้ำยาสูตรแจ็คเคิล แอนด์ ไฮด์เข้าไปและกลายเป็นสัตว์ประหลาดขนฟูร่างใหญ่ ไอเดียของตัวละครน่ารักๆ กลายเป็นสัตว์ประหลาดเป็นความคิดที่น่าสนใจครับ เรามักจะหัวเราะเสมอที่พวกมินเนียน แม้ว่าพวกเขาจะทำงานให้กับวายร้าย แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนชั่วร้ายเลยซักนิด พวกเขาเป็นตัวละครตัวน้อยที่น่ารักที่สุดเท่าที่คุณจะได้พบ ดังนั้น สำหรับอีวิล มินเนียน เราก็ได้เปลี่ยนสีตัวของพวกเขาเป็นสีม่วง เพราะมีสีไหนที่จะชั่วร้ายกว่านั้นอีกล่ะครับ”

              ผู้อำนวยการสร้างของเขาเห็นด้วยในเรื่องการเลือกสี โดยฮีลลีกล่าวเสริมว่า “ทรงผมยุ่งเหยิงและฟันซี่โตของพวกเขาทำให้พวกเขาตรงข้ามกับมินเนียนตัวสีเหลืองที่น่ารักแบบสุดขั้ว อย่างที่คุณรู้นั่นแหละค่ะว่าสีม่วงกับสีเหลืองเป็นสีที่อยู่ตรงข้ามกัน ในขณะที่มินเนียนฝ่ายดีส่วนใหญ่จะหัวล้าน อีวิล มินเนียนจะมีผมกระเซอะกระเซิง พวกเขาจะเดินกระตุกและก็น่ากลัวนิดๆ…แต่ในแบบที่ตลกนะคะ”

การมัดฉลามติดตัว: การถ่ายทำในระบบ 3D

              Despicable Me ไม่เพียงแต่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกจากอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เท่านั้น แต่มันยังเป็นการก้าวสู่โลก 3D ครั้งแรกของผู้อำนวยการสร้างและผู้กำกับอีกด้วย ทีมงานไม่เคยตั้งใจที่จะสร้างช่วงเวลา 3D ขึ้นมาเพียงเพื่ออยากได้ภาพ 3D เลย แต่พวกเขาอยากจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเสมือนอยู่ในโลกของกรู เด็กๆ และพวกมินเนียนจริงๆ มากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่มือเขียนบทพอลและดูริโอได้มองหาโอกาสเหล่านี้ในตอนที่พวกเขาเขียนบทขึ้นมา แต่ก็เพียงแต่ตอนที่มันจะเป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น และในตอนที่คุณเขียนเรื่องราวที่มีผู้ร้ายที่แมนสุดๆ ร่วงลงสู่ภูเขาไฟโดยมีฉลามมัดติดตัวอยู่ การใช้ 3D ก็เป็นผลข้างเคียงที่สมเหตุสมผล เมเลแดนดรีเชื่อว่า Despicable Me 2 จะเข้ากับสื่อ 3D ได้เป็นอย่างดี “คริสและปิแอร์ชื่นชอบซีเควนซ์ที่มีสเกลครับ เราเห็นมันในภาคแรกตั้งแต่ความพยายามในการขโมยปิรามิดไปจนถึงโรลเลอร์คอสเตอร์สุดวิเศษในซูเปอร์ ซิลลี ฟัน แลนด์และการขโมยดวงจันทร์ ในฐานะผู้สร้างที่ศึกษาหนังเจมส์บอนด์มา พวกเขาก็เลยชื่นชอบซีเควนซ์ใหญ่โตที่น่าตื่นเต้น ในซีเควลเป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเขาได้หวนคืนสู่ขอบเขตนั้นด้วยซีเควนซ์ขนาดใหญ่ ที่เกิดขึ้นในอาร์คติค เซอร์เคิล ในตอนเปิดเรื่อง เราได้ดำดิ่งลงไปใต้น้ำเพื่อเจอกับองค์กรต่อต้านวายร้าย ซึ่งที่สำนักงานใหญ่ของพวกเขามีเรือดำน้ำเหลือเชื่อที่เดินทางใต้น้ำได้ ไปจนถึงซีเควนซ์สุดท้ายที่พาเราไปสู่ระดับที่ไม่เหมือนกับที่เราเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”

              เหตุผลที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เหมาะกับ 3D ไม่ใช่เพียงแค่สโคปและสเกลของฉากเท่านั้น แต่เป็นเพราะความหลงใหลของผู้ชมที่มีต่อการใช้สื่อที่ดีที่สุดด้วย ฮีลลีเล่าว่า “สิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคริส เมเลแดนดรีในตอนที่เรากำลังสร้าง  Despicable Me คือความรู้สึกที่เป็นสากล เพราะเขาตระหนักได้ตั้งแต่เริ่มต้นว่าเราไม่ได้สร้างหนังสำหรับตลาดในประเทศเท่านั้น แต่เรากำลังสร้างหนังสำหรับผู้ชมทั่วโลกค่ะ”
             แม้ว่ากรูจะเคยสร้างจรวดเพื่อบินไปดวงจันทร์ใน Despicable Me มาแล้ว เขากลับต้องเจอกับการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่หูของเขาที่เอวีแอลด้วย ในภาคนี้ เรโนด์ได้เล่าให้เราฟังถึงอุปกรณ์ฝีมือกิลลอนบางอย่างที่ลูซี่ได้ใช้ในภารกิจของเธอ ซึ่งทั้งหมดนั้นได้ช่วยดึงผู้ชมเข้าสู่โลกใบนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น จนคุณจะรู้สึกเหมือนว่าคุณร่วมเดินทางไปกับเธอแบบสามมิติ เขากล่าวว่า “สิ่งที่เราอยากจะทำกับลูซี่ในฐานะเจ้าหน้าที่ของลีกแอนตี้วายร้ายคือการทำให้อุปกรณ์แบบที่คุณจะได้เห็นในหนังเจมส์บอนด์ ยิ่งใหญ่กว่าความเป็นจริง เธอมีกระเป๋าเงินน่าทึ่งที่เต็มไปด้วยลูกเล่นสารพัด เช่นเครื่องพ่นไฟจิ๋วและลิปสติก เทเซอร์ จริงๆ แล้ว กระเป๋าเงินของลูซี่อาจจะเป็นเครื่องร่อนขนาดพกพาก็ได้ เธอมีสเปรย์ที่ไว้ตรวจสอบระบบเตือนภัยเลเซอร์ด้วย แสดงให้เห็นว่าเธอพร้อมเสมอ และเธอก็มีสร้อยข้อมือที่ใช้พ่นกาวอีพ็อกซี่ ที่สามารถหยุดยั้งไก่ที่พุ่งตรงเข้าโจมตีเธอได้ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ น่ะนะครับ แล้วเธอก็สามารถยิงลูกดอกยาสลบใส่กวางมูซได้ด้วย”

             ในตอนที่ผู้ออกแบบงานสร้างได้สร้างโอกาสให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมกับเรื่องราว พวกเขาก็อาศัยเด็กชายตัวน้อยที่อาศัยอยู่ในตัวเขาในการจินตนาการถึงความเป็นไปได้เหล่านั้น คอฟฟินกล่าวพลางหัวเราะว่า “อีริคอาจจะเป็นคนที่มีนิสัยเหมือนเด็กมากที่สุดในกลุ่มพวกเรา เขาอยากให้แบบดีไซน์พวกนั้นสมจริงจนเขาทุ่มเทชีวิตและจิตวิญญาณให้กับมัน ในตอนที่บทบอกเราว่าเราต้องใช้รถ เราก็ปรับเปลี่ยนมันและถามตัวเราว่า ‘คงจะเจ๋งดีนะถ้ารถคันเล็กๆ สามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องบินหรือเรือดำน้ำได้’ น่ะครับ”

ยังคงเป็นวันที่เลวร้าย: ดนตรีใน Despicable Me 2

            ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ ศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมี อวอร์ดจาก N.E.R.D. และเดอะ เนปจูนส์ เคยแต่งเพลงและทำหน้าที่อำนวยการให้กับศิลปินดังทั่วโลกมาแล้ว สำหรับ Despicable Me เขาได้ทดลองงานแต่งดนตรีประกอบภาพยนตร์ ร่วมกับเฮเตอร์ เพอเรรา ผู้กลับมาทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง และเขาก็ยังมีส่วนร่วมในการแต่งเพลงออริจินอลและเพลงธีมให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย วิลเลียมส์เล่าถึงบทสนทนาที่เขาพูดคุยกับเมเลแดนดรี, เรโนด์และคอฟฟินว่า “เราได้พูดคุยกันหลายครั้งเกี่ยวกับดนตรี สิ่งที่พวกเขารู้สึกและสิ่งที่พวกเขาต้องการจริงๆ และครั้งนี้ มันก็เป็นเสียงที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณยิ่งกว่า มันเป็นสิ่งที่อยู่ในปลายยุค 60s หรือต้นยุค 70s ครับ” แฟนภาพยนตร์อนิเมชันผู้นี้ได้ทุ่มเทพลังงานสร้างสรรค์ของเขาให้กับโปรเจ็กต์นี้และทีมงานก็ตื่นเต้นกับผลลัพธ์ที่ออกมา

             เมเลแดนดรีได้พูดถึงผลงานของคนทั้งคู่ว่า “ดนตรีภาคแรกมีเอกลักษณ์และบ่งบอกถึงลักษณะของหนังเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี มันเกิดจากการร่วมมือระหว่างฟาร์เรลล์และเฮเตอร์ และเราก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่เราอยากจะสานต่อในภาคที่สอง กระบวนการแต่งดนตรีประกอบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นขนานไปกับการสร้างหนังเรื่องนี้ และในขณะที่เราได้สร้างฉากหลังสำหรับดนตรีของซีเควลภาคนี้ พวกเขาก็ได้รังสรรค์ผลงานที่โดดเด่นขึ้นมาครับ”
 วิลเลียมส์ได้แต่งเพลงใหม่สามเพลงให้กับ Despicable Me 2 รวมถึงได้ดัดแปลงหลายๆ เพลงของเขาจากภาคแรกด้วย นอกเหนือจากนั้น เพอเรราก็ได้แต่งเพลงธีมใหม่ให้กับตัวละครต่างๆ เช่นเอล มาโชและลูซี่ ที่ได้ร้อยเรียงเข้ากับเพลงธีมสำหรับกรูและเด็กๆ จากการผจญภัยครั้งแรกอย่างงดงาม เพอเรราเล่าว่า “กรูมีอะไรหลายๆ อย่างต้องซึมซับครับ และผมก็พบว่าดนตรีสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าความรู้สึกพวกนั้นลึกซึ้งขนาดไหน ยกตัวอย่างเช่น การค้นหาความรักของเขาโดยที่เจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัวเลย แล้ววายร้าย เอล มาโชน่ะหรือ? เขาเป็นวายร้ายจอมเพี้ยนครับ! เขาไม่เหมือนใครและยึดติดกับวัฒนธรรมเม็กซิกัน ผมต้องทำให้แน่ใจว่าเราไม่พลาดองค์ประกอบตรงนั้นไปเพราะมันจะเป็นตัวเพิ่มเติมการเล่าเรื่องที่มีสีสัน ในแง่ของดนตรีน่ะครับ”

            เรโนด์ยืนกรานว่าพวกเขาจะต้องไม่ปรับแต่งดนตรีประกอบจากภาคแรกแต่เพียงอย่างเดียว เขาอธิบายว่า “เพลงใหม่จากฟาร์เรลล์เต็มไปด้วยความสนุกสนานก็จริง แต่กระบวนการทำงานมันไม่ได้ง่ายเลย เรานั่งคุยกับฟาร์เรลล์ว่า ‘เขียนเพลงดีๆ ขึ้นมาซักเพลงซิ’ แล้วเขาก็ทำตามนั้น มันต้องอาศัยการขัดเกลาหลายครั้งก็จริง แต่พอเรากลับไปบอกเขาว่า ‘ทำให้มันเป็นแบบนี้อีกนิดได้มั้ย’ เขาก็จะบอกเสมอว่า ‘รู้มั้ย ผมจะลองดูอีกครั้งแล้วกัน’ เขาและเฮเตอร์มุ่งมั่นกับการรังสรรค์สิ่งที่ใช่ขึ้นมาเหลือเกิน และการได้ร่วมงานกับพวกเขาก็เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อครับ”
 สำหรับ Despicable Me 2 วิลเลียมส์ได้แต่งเพลง “Fun Fun Fun,” “Happy” และ “Just a Cloud Away” ขึ้นมา วิลเลียมส์กล่าวว่า “ผมภูมิใจกับเพลง   ‘Just a Cloud Away’ มากๆ มันจะเป็นเหมือนการ์ดฮอลมาร์คสำหรับคนที่กำลังเจอกับช่วง เวลายากลำบาก คุณไม่มีวันเบื่อหน่ายกับคำพูดที่บอกคุณว่า ‘ทุกอย่างจะไม่เป็นไร’ หรอกครับ ผมดีใจที่ใน   Despicable Me เราได้สร้างดนตรีและได้มอบและนำเสนอความสุขให้กับผู้ชมครับ”

            นอกจากนี้ วิลเลียมส์ยังได้แต่งเพลง “Scream” ที่ขับร้องโดยซี-โล กรีนอีกด้วย ผู้ชมจะได้ฟังเพลงจังหวะเร็วมากมายในซาวน์แทร็คของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้วย “Don’t Stop the Party” ที่ร้องโดยพิท บุลล์, เพลง “Jamming” ของบ็อบ มาร์เลย์ ที่ขับร้องโดยอาลี ดี, เพลง “Where Them Girls At?” ที่ขับร้องโดยเดวิด กูเอตตา ฟีเจอริง นิคกี้ มินาจและโฟล ริดา ท้ายที่สุด ซูเปอร์วายร้ายที่ภูมิใจในตัเองคนไหนบ้างล่ะที่จะเรียกตัวเองว่า “เอล มาโช” โดยขาดเสียงเพลง “Echa Pa’lla (Manos Pa’rriba)” ที่ขับร้องโดยพิทบุลล์ ฟีเจอริงปาปาโย และเพลง “Cielito Lindo” ของอาลี ดี ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขาจีบสาวๆ ที่เป็นขาประจำของภัตตาคารซัลซา แอนด์ ซัลซา
 เห็นได้ชัดว่าดนตรีก็ส่งผลต่อสมาชิกคนอื่นๆ ในกองถ่ายด้วยเช่นกัน ในตอนที่ทีมผู้สร้างต้องการให้แอ็กเนสร้องเพลง เอลซีย์ ฟิชเชอร์ก็พร้อมเสมอ เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจ เธอก็คิดหนัก “เพลงมันออกมาเองค่ะ คุณไม่จำเป็นต้องคิดนานเลยในตอนที่คุณคิดเพลงซักเพลงขึ้นมาน่ะค่ะ”
****
             ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ภูมิใจเสนอ ผลงานสร้างโดยคริส เมเลแดนดรี สตีฟ คาเรลล์ใน  Despicable Me 2 พากย์เสียงโดยคริสติน วิก, เบนจามิน แบรทท์, มิแรนด้า คอสโกรฟ, รัสเซล แบรนด์, สตีฟ คูแกน, เคน จอง, โมเสส อาเรียส, ดานา ไกเออร์, เอลซีย์ ฟิชเชอร์ เพลงออริจินอลและเพลงธีมโดยฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ ดนตรีประกอบโดยเฮเตอร์ เพอเรรา ลำดับภาพโดยเกร็ก เพอร์เลอร์ ออกแบบงานสร้างโดยแยร์โรว์ เชนีย์, อีริค กิลลอน ภาพยนตร์ 3D CGI เรื่องนี้เขียนบทโดยซินโก้ พอลและเคน ดูริโอ อำนวยการสร้างโดยคริส เมเลแดนดรี, เจเน็ต ฮีลลีและกำกับโดยคริส เรโนด์, ปิแอร์ คอฟฟิน © 2013 Universal Studios.   www.despicable.me

ประวัติทีมนักพากย์

            คาเรลล์ได้รับบทนำครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่อง The 40-Year-Old Virgin ที่เขาร่วมเขียนบทกับผู้กำกับจั๊ดด์ อพาโทว์ ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวที่อันดับหนึ่งในบ็อกซ์ออฟฟิศ และครองอันดับหนึ่งได้สองสัปดาห์ติดต่อกัน ภาพยนตร์ฮิตม้ามืดปี 2005 เรื่องนี้ทำรายได้กว่า 175 ล้านเหรียญทั่วโลก และเปิดตัวที่อันดับหนึ่งใน 12 ประเทศ ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังอยู่อย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดขายดีวีดีกว่า 100 ล้านเหรียญในอเมริกาเหนือ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลเอเอฟไอ อวอร์ดในฐานะเป็นหนึ่งในสิบภาพยนตร์ดีเด่นแห่งปีจากสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน และได้รับรางวัลภาพยนตร์คอเมดียอดเยี่ยมจากงานประกาศผลรางวัลคริติกส์ ชอยส์ อวอร์ดครั้งที่ 11 นอกจากนั้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้คาเรลล์และอพาโทว์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากสมาพันธ์มือเขียนบทแห่งอเมริการ่วมกันด้วย

            คาเรลล์ได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Little Miss Sunshine ซึ่งได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 2006 และได้รับรางวัลสมาพันธ์นักแสดง (แซ็ก อวอร์ด) สาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ ในปี 2008 เขาได้รับบทแม็กซ์เวลล์ สมาร์ทใน Get Smart ประกบแอนน์ ฮาธาเวย์ และอลัน อาร์คิน ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 230 ล้านเหรียญทั่วโลก

            ในปี 2010 คาเรลล์ได้นำแสดงในคอเมดีเรื่อง Dinner for Schmucks ประกบพอล รัดด์ นอกจากนี้ เขายังได้พากย์เสียงตัวเอกในภาพยนตร์คอเมดีอนิเมชันเรื่อง Despicable Me โดยบทที่เขารับคือซูเปอร์ตัวร้ายที่ต้องระงับแผนการขโมยดวงจันทร์ของตัวเองเมื่อเด็กหญิงกำพร้าสามคนเลือกเขาเป็นพ่อ ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั่วโลก ด้วยรายได้ 543 ล้านเหรียญในบ็อกซ์ออฟฟิศ เขาได้แสดงประกบทีนา เฟย์ในโรแมนติกคอเมดีเรื่อง Date Night ที่ทำรายได้กว่า 150 ล้านเหรียญทั่วโลก ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาได้แก่โรแมนติกดรามาปี 2012 เรื่อง Seeking a Friend for the End of the World, คอเมดีดรามาเรื่อง Hope Springs ประกบเมอริล สตรีพและทอมมี ลี โจนส์, คอเมดีเรื่อง The Way, Way Back ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ และล่าสุด บทนำในภาพยนตร์เรื่อง The Incredible Burt Wonderstone

            ผลงานภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของเขาได้แก่ Anchorman: The Legend of Ron Burgundy, Bruce Almighty, Bewitched และ Dan in Real Life
คาเรลล์เพิ่งเสร็จสิ้นจากการแสดงในเวอร์ชันอเมริกันของซีรีส์อังกฤษชื่อดังโดยริคกี้ เกอร์เวสเรื่อง The Office ที่เขาร่วมแสดงมานานถึงเจ็ดซีซัน ซีโดยซีรีส์นี้ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์คอเมดีและสามรางวัลสาขาซีรีส์คอเมดียอดเยี่ยมจากการทำหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างของเขา ในปี 2006 คาเรลล์ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์โทรทัศน์-มิวสิคัลหรือคอเมดี ตามมาด้วยการได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอีกห้าครั้งจากการทำงานในซีรีส์ดังกล่าว ในปี 2007 และ 2008 ทีมนักแสดงของเรื่องได้รับรางวัลสมาพันธ์นักแสดงสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์คอเมดี

           โปรเจ็กต์หลังจากนี้ของคาเรลล์ได้แก่ภาพยนตร์ดรามาเรื่อง Foxcatcher ซึ่งเพิ่งจะปิดกล้อง ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่สร้งาขึ้นจากเรื่องจริงของจอห์น ดูปองท์ ผู้สังหารนักมวยปล้ำโอลิมปิค เดวิด ชูลท์ กำกับโดยเบนเน็ตต์ มิลเลอร์และร่วมแสดงโดยแชนนิง ทาทัมและมาร์ค รัฟฟาโล
นอกจากนี้ เขายังจะได้แสดงใน Anchorman: The Legend Continues ที่แฟนๆ รอคอย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้เขาได้กลับไปร่วมงานกับมือเขียนบท/ผู้กำกับ อดัม แม็คเคย์ รวมถึงวิลล์ เฟอร์เรลและทีมข่าวแอ็กชัน 4 อีกครั้งหนึ่ง

คริสติน วิก (Kristen Wiig) พากย์เสียง ลูซี่

           คริสติน วิก เพิ่งเสร็จสิ้นจากการแสดงในซีซันที่เจ็ดและซีซันสุดท้ายในฐานะนักแสดงคนหนึ่งของรายการดังทางเอ็นบีซี Saturday Night Live ในเดือนพฤษภาคม ปี 2012 ผลงานของเธอในรายการนั้นทำให้เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมีสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมในซีรีส์คอเมดี ด้วยการแสดงที่น่าจดจำในบทเสมียนร้านทาร์เก็ตที่ตื่นเต้นง่าย, ดูนิส นักร้องสาวยุคลอว์เรนซ์ เวลค์, เพเนโลเป้ สาวสุดฮา, แนนซี เพโลซี โฆษกสาว, ซูส ออร์แมน และ ฯลฯ

           ปัจจุบัน เธอกำลังอยู่ระหว่างการถ่ายทำคอเมดีโดยทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์เรื่อง  The Secret Life of Walter Mitty ซึ่งเธอแสดงประกบเบน สติลเลอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เป็นรีเมกของภาพยนตร์ปี 1947 ที่สร้างจากเรื่องสั้นของเจมส์ เธอร์เบอร์ เล่าเรื่องของผู้จัดการฝ่ายภาพนิตยสารขี้อาย ที่รับบทโดยสติลเลอร์ ผู้ฝันกลางวันถึงการผจญภัยน่าตื่นเต้น แต่เขากลับพบตัวเองต้องออกผจญภัยเองเมื่อต้องตามหาฟิล์มเนกาตีฟที่หายไป วิกรับบทเพื่อนร่วมงานของเขาและผู้หญิงที่เขาหลงใหล ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าฉายในวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2013
 ปลายปีนี้ เธอจะเริ่มต้นถ่ายทำดรามาอินดีเรื่อง The Comedian ที่ร่วมแสดงโดยโรเบิร์ต เดอ นีโรและกำกับโดยฌอน เพนน์

           ซัมเมอร์ปีที่แล้ว วิกเพิ่งเสร็จจากการถ่ายทำภาพยนตร์อินดีเรื่อง Girl Most Likely ในนิวยอร์ก ซิตี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดยชารี สปริงเกอร์ เบอร์แมนและโรเบิร์ต ปุลชินี (American Splendor) วิกรับบทอิโมเกนและรับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างของเรื่องด้วย Girl Most Likely เป็นเรื่องราวของนักเขียนบทละครชาวนิวยอร์ก ที่ประสบความสำเร็จพอประมาณ เธอจัดฉากแกล้งฆ่าตัวตายเพื่อดึงแฟนเก่ากลับมา แต่เธอกลับถูกบังคับให้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแม่ผู้ติดการพนันของเธอแทน ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวในชื่อ Imogene ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2012 วิกได้แสดงในภาพยนตร์ปี 2012 โดยโร้ดไซด์ แอทแทรคชันส์เรื่อง Friends With Kids ที่เขียนบทและกำกับโดยเจนนิเฟอร์ เวสต์เฟลด์ เธอได้แสดงประกบเวสต์เฟลด์, จอน แฮมม์, อดัม สก็อต, เอ็ดเวิร์ด เบิร์นส์และมายา รูดอล์ฟในภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เข้าฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2011 จัดจำหน่ายโดยโร้ดไซด์ แอทแทรคชันส์ในวันที่ 9 มีนาคม ปี 2012

         ในปี 2011 เธอได้แสดงในภาพยนตร์ดังช่วงซัมเมอร์เรื่อง Bridesmaids ที่เธอร่วมเขียนบทกับแอนนี มูโมโล ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในวันที่ 13 พฤษภาคม ปี 2011 โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส และปัจจุบัน ก็ครองตำแหน่งคอเมดีหญิงเรท “R” อันดับหนึ่งตลอดกาลด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยพอล ฟิก และอำนวยการสร้างโดยจั๊ดด์ อพาโทว์ กลายเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของอพาโทว์ด้วย วิกและมูโมโลได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด, รางวัลสมาพันธ์มือเขียนบทแห่งอเมริกาและรางวัลบาฟตาสาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมจากผลงานของพวกเธอในภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากนี้ เธอยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ ประเภทคอเมดีหรือมิวสิคัล นอกจากนี้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการยกย่องอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ประเภทคอเมดีหรือมิวสิคัลและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแซ็ก อวอร์ด สาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์

          วิกได้รับความสนใจและได้รับเสียงชื่นชมอย่างสูงในบทเจ้านายหัวรั้นของแคทเธอรีน ไฮเกลในคอเมดีฮิตโดยอพาโทว์เรื่อง Knocked Up ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่คอเมดีโดยยูนิเวอร์แซลเรื่อง Paul, All Good Things ที่ประกบไรอัน กอสลิงและเคิร์สเตน ดันส์, ภาพยนตร์อนิเมชันโดยยูนิเวอร์แซลเรื่อง Despicable Me ที่เธอได้ร่วมงานกับสตีฟ คาเรลล์และเจสัน ซีเกล, ภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง MacGruber, ภาพยนตร์โดยดรีมเวิร์คส์ อนิเมชันเรื่อง How to Train Your Dragon ที่เธอร่วมงานกับเจอราร์ด บัตเลอร์และเจย์ บารูเชล, ภาพยนตร์โดยไมค์ จัดจ์เรื่อง Extract ที่เธอแสดงประกบเจสัน เบทแมน, เบน แอฟเฟล็ค, และมิลา คูนิส, ผลงานการกำกับเรื่องแรกของดรูว์ แบร์รีมอร์เรื่อง Whip It ซึ่งนำแสดงโดยเอลเลน เพจ, ภาพยนตร์โดยเกร็ก มอตโตลาเรื่อง Adventureland ประกบไรอัน เรย์โนลด์ส, คริสติน สจวร์ตและเจสซี ไอเซนเบิร์ก, ภาพยนตร์โดยเดวิด โคเอปป์เรื่อง Ghost Town ประกบริคกี้ เกอร์เวสและภาพยนตร์โดยเจค คัสแดนเรื่อง Walk Hard: The Dewey Cox Story ภาพยนตร์อีกเรื่องที่อพาโทว์อำนวยการสร้างและเธอแสดงประกบจอห์น ซี ไรลีย์ นอกจากนี้ เธอยังได้รับบทดารารับเชิญในซีรีส์เอ็นบีซีที่ได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มีเรื่อง 30 Rock และได้รับบทรับเชิญในซีรีส์เอชบีโอเรื่อง Bored to Death และ The Flight of the Conchords

           ปัจจุบัน เธอกำลังทำงานใน The Looney Tunes Show โฉมใหม่ของการ์ตูน เน็ตเวิร์ค โดยเธอได้พากย์เสียงโลลา บันนี เพื่อนสาวของบั๊กส์ บันนี   วิกเป็นชาวโรเชสเตอร์, นิวยอร์ก เธอเป็นสมาชิกคนสำคัญของคณะอิมโพรฟ/สเก็ตช์ คอเมดี เดอะ กราวน์ลิงส์ ที่ลอสแองเจลิส และเธอก็ได้ร่วมแสดงกับมายา รูดอล์ฟ, วิลล์ เฟอร์เรล, ฟิล ฮาร์ทแมนและจอน โลวิทซ์ ซึ่งเป็นเพื่อนจากกราวน์ลิงส์ของเธอในรายการ SNL  วิกใช้ชีวิตอยู่ในนิวยอร์ก ซิตี้

เบนจามิน แบรทท์ (Benjamin Bratt) พากย์เสียง เอดัวร์โด้/เอล มาโช

           ผลงานที่หลากหลายของเบนจามิน แบรทท์ครอบคลุมทั้งจอแก้วและจอเงินมากว่า 20 ปี ในปี 2010 แบรทท์ได้รับรางวัลมาเวริค สปิริต อวอร์ดจากงานเทศกาลภาพยนตร์ซีเนเควสต์จากผลงานของเขาในฐานะผู้อำนวยการสร้างและนักแสดงของภาพยนตร์อินดียอดนิยมเรื่อง La Mission ในซานฟรานซิสโก ภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างในท้องถิ่นเรื่องนี้ ที่เขียนบทและกำกับโดยปีเตอร์ แบรทท์ พี่ชายของเขา ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลภาพยนตร์อินดียอดเยี่ยมจากเวที 2011 เอ็นเอเอซีพี อิเมจ อวอร์ด, ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกลด มีเดีย อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ที่เข้าฉายในวงจำกัดและได้รับการเสนอชื่อชิงสี่รางวัลอิเมเจน ฟาวน์เดชัน อวอร์ด ซึ่งรวมถึงสองรางวัลสาขานักแสดงนำยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ (แบรทท์) และสาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ (เจเรมี เรย์ วัลเดซ)

           ผลงานที่ยอดเยี่ยมของเขารวมถึงภาพยนตร์ที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมเรื่อง Piñero ซึ่งทำให้เขาได้รับเสียงชื่นชมจากการแสดงที่ยอดเยี่ยม ตราตรึงใจและโดดเด่นในฐานะนักกวี/นักเขียนบทละคร/นักแสดง มิเกล พิเนโร, ภาพยนตร์โดยสตีเวน โซเดอร์เบิร์กห์เรื่อง Traffic ซึ่งได้รับสี่รางวัลอคาเดมี อวอร์ดและแซ็ก อวอร์ดสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์และ The Woodsman ภาพยนตร์ขวัญใจนักวิจารณ์และงานเทศกาลภาพยนตร์ ที่นำแสดงโดยเควิน เบคอน
ผลงานหลังจากนี้ของเขาได้แก่ Cloudy With a Chance of Meatballs 2 ซึ่งเขาพากย์บทแมนนี และ The Lesser Blessed ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโตปี 2012 ล่าสุด เขาได้แสดงประกบดเวย์น จอห์นสันในภาพยนตร์เรื่อง Snitch

           ผู้ชมจอแก้วอาจจดจำเขาได้ดีที่สุดจากบทบาทนักสืบ เรย์ เคอร์ติส ที่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมีจากดรามาเอ็นบีซีเรื่อง Law & Order เขาได้แสดงและอำนวยการสร้างซีรีส์ดรามาทางเอแอนด์อีเรื่อง The Cleaner การรับบทวิลเลียม แบงค์ ผู้ตรวจรักษาของเขาทำให้เขาได้รับรางวัล 2009 อัลมา อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมในจอแก้ว-ดรามา เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงในดรามาทางเอบีซีเรื่อง Private Practice และได้รับทประจำ ฮาเวียร์ อดีตสามีไม่เอาไหนของกลอเรีย (โซเฟีย เวอร์การา) ทางซีรีส์ฮิตของเอบีซีเรื่อง Modern Family

            ผลงานของแบรทท์ ที่รวมถึงภาพยนตร์กว่า 25 เรื่อง ได้แก่ภาพยนตร์โดยเคอร์ติส แฮนสันเรื่อง The River Wild ประกบเมอริล สตรีพ, ภาพยนตร์โดยเทย์เลอร์ แฮ็คฟอร์ดเรื่อง Blood In, Blood Out, Clear and Present Danger ประกบแฮร์ริสัน ฟอร์ด, คอเมดียอดนิยม Miss Congeniality ประกบแซนดรา บุลล็อคและภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนิยายชื่อดัง “Love in the Time of Cholera” ประกบฮาเวียร์ บาร์เดม
แบรทท์เป็นชาวซานฟรานซิสโก เขาได้ศึกษาในหลักสูตรการฝึกขั้นสูงของอเมริกัน คอนเซอร์วาทอรี เธียเตอร์ ที่ซึ่งเขาได้รับปริญญาโทกิตติมศักดิ์ในปี 2008  
ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับภรรยาและลูกๆ สองคน

มิแรนด้า คอสโกรฟ (Miranda Cosgrove) พากย์เสียง มาร์โก้


       มิแรนด้า       

             

               มิแรนด้า คอสโกรฟ เป็นหนึ่งในดารารุ่นเยาว์ที่ร้อนแรงที่สุดของฮอลลีวูด เธอได้รับเลือกให้แสดงในตอนไพล็อตของซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง Girlfriend in a Coma ซึ่งเธอจะแสดงประกบคริสตินา ริชชี โดยเธอรับบท อีวี ผู้ซึ่งคาเรน (ริชชี) แม่ของเธอเพิ่งฟื้นจากอาการโคมา 17 ปี ลิซ บริเชียสจาก Nurse Jackie เป็นผู้เขียนบทและดิค วูลฟ์จาก Law & Order: Special Victims Unit จะอำนวยการสร้าง

               ล่าสุด เธอได้ร่วมแสดงในรายการนิคเคลโลเดียนที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ด iCarly รายการนี้เป็นรายการไลฟ์แอ็กชันอันดับหนึ่งสำหรับกลุ่มเด็กอายุ 2-11 ปีและเป็นรายการยอดนิยมในกลุ่มเด็กอายุ 6-11 ปีและอายุ 9-14 ปีของทางสถานี ก่อนที่มันจะปิดฉากลงในเดือนธันวาคมปี 2012 เอพิโซดที่ชื่อ “iSaved Your Life” เป็นเอพิโซดที่มีผู้ชมมากที่สุดของนิคเคลโลเดียน โดยเธอได้รับบทนำ (คาร์ลี เชย์) เป็นวัยรุ่นที่ใช้ชีวิตอยู่กับพี่ชาย/ผู้ดูแลที่อายุประมาณยี่สิบกว่าๆ ของเธอ และผลิตเว็บคาสต์จากสตูดิโอในบ้านกับเพื่อนซี้สองคนของเธอ
              iCarly ประสบความสำเร็จทั้งในอเมริกาและต่างประเทศ  ด้วยการได้รับรางวัลคิดส์ ชอยส์ อวอร์ด (เคซีเอ) สาขาซีรีส์โทรทัศน์ยอดนิยมในอเมริกา, ออสเตรเลีย, ลาติน อเมริกาและเยอรมนี ระหว่างปี 2009-2012 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเคซีเอ สาขานักแสดงนำหญิงยอดนิยมในจอแก้วและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ดสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม เธอได้รับรางวัลนิคเคลโลเดียน ดาราอังกฤษแห่งปีในปี 2010 เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสเตรเลีย เคซีเอ สาขาดาราจอแก้วยอดนิยมและรางวัลยูเค เคซีเอสาขานักแสดงนำหญิงยอดนิยมในจอแก้ว

                iCarly ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลครีเอทีฟ อาร์ตส์ เอ็มมี อวอร์ดในปี 2009 และ 2010, รางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ดระหว่างปี 2009-2011 และรางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดในปี 2010 และได้รับรางวัลเคซีเอระหว่างปี 2009 – 2012 นอกจากนี้ ซีรีส์นี้ยังได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์นักวิจารณ์จอแก้วสาขารายการเยาวชนยอดเยี่ยมและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลบาฟตาเด็กอีกด้วย

               นอกจากนี้ เธอยังได้รับบทรับเชิญในบทป๊อปสตาร์ที่ประสบปัญหาในเอพิโซดเดือนพฤศจิกายน ปี 2010 ของซีรีส์ซีบีเอสที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมีเรื่อง The Good Wife ประกบจูลีแอนนา มาร์กีเลสอีกด้วย

               ด้านจอเงิน คอสโกรฟได้พากย์เสียง มาร์โก้ ในภาพยนตร์อนิเมชันบล็อกบัสเตอร์ช่วงซัมเมอร์ปี 2010 โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Despicable Me ที่ร่วมงานกับสตีฟ คาเรลล์และเจสัน ซีเกล ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้กว่า543 ล้านเหรียญทั่วโลกและได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์อนิเมชันปี 2011, รางวัลพีเพิลส์ ชอยส์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์สำหรับครอบครัวยอดนิยมและรางวัลบาฟตาสาขาภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยมปี 2011 เธอได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากการแสดงภาพยนตร์เรื่อง School of Rock ในบทซัมเมอร์ ฮาธาเวย์ ผู้จัดการผู้ทะเยอทะยานของวงร็อคของแจ็ค แบล็ค ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเธอได้แก่ Yours, Mine & Ours และ Keeping Up with the Steins ผลงานละครเวทีของเธอได้แก่  Back Again ที่เธอร่วมงานกับออริซัน โปรเฟสชันแนล เธียเตอร์ กรุ๊ป

              “Sparks Fly” อัลบัมเดบิวโซโลของเธอ เปิดตัวที่อันดับแปดในชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในเดือนเมษายน ปี 2010 ซิงเกิลแรก “Kissin’ U” ซึ่งเธอร่วมแต่งกับดร.ลุค โปรดิวเซอร์ทรงอิทธิพล ทำยอดขายได้ระดับโกลด์ด้วยจำนวนกว่า 500,000 ก็อปปี้ EP ห้าเพลง “High Maintenance” วางจำหน่ายเดือนมีนาคม ปี 2011 เธอบันทึกสี่เพลงแรกสำหรับซาวน์แทร็ค iCarly อัลบัมแรก และเธอก็ได้บันทึกเพลงออริจินอลสำหรับซาวน์แทร็ค iCarly อัลบัมที่สอง ที่วางแผงในปี 2012 คอสโกรฟได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลทีน ชอยส์ อวอร์ดปี 2010 สาขาศิลปินหญิงแจ้งเกิดยอดเยี่ยม

             คอสโกรฟแจ้งเกิดได้เมื่อเธอได้รับบทเมแกน ปาร์คเกอร์ในซีรีส์ฮิตของนิคเคลโลเดียนเรื่อง Drake & Josh โดยเธอรับบทน้องสาวตัวน้อยแสนซนที่แสร้งทำตัวน่ารักอ่อนหวาน และการขโมยซีนจากบทนี้ของเธอก็นำไปสู่ซีรีส์ iCarly ของเธอเอง เธอได้แสดงใน Merry Christmas, Drake & Josh ทางนิคเคลโลเดียนในปี 2008 ผลงานการพากย์เสียงของคอสโกรฟได้แก่ Here Comes Peter Cottontail: The Movie ในบทหนูมันช์ และ What’s New, Scooby-Doo? ในบทมิแรนด้า ไรท์

             ในเดือนเมษายน ปี 2011 คอสโกรฟได้รับรางวัลตัวอย่างยอดเยี่ยมในยุคดิจิตอลจากเวทีคอมมอน เซนส์ มีเดีย อวอร์ด ร่วมกับอดีตประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน นอกจากนี้ เธอยังเป็นหนึ่งในพรีเซ็นเตอร์ของนิวโทรจีนา ตามหลังกาเบรียลล์ ยูเนียน, เฮย์เดน พาเน็ทเทียร์, ซูซี คัสติลโล, เจนนิเฟอร์ การ์เนอร์, ไดแอน เลนและเอ็มมา โรเบิร์ตส์
คอสโกรฟเกิดและเติบโตในลอสแองเจลิส ปัจจุบัน เธอใช้ชีวิตที่นั่นและเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย 

รัสเซล แบรนด์ (Russell Brand) พากย์เสียง ดร.เนฟาริโอ


           ในปี 2008 รัสเซล แบรนด์ มีชื่อเสียงโด่งดังในอเมริกา เมื่อเขารับบทร็อคเกอร์ อัลดัส สโนว์ในคอเมดีที่อำนวยการสร้างโดยจั๊ดด์ อพาโทว์เรื่อง Forgetting Sarah Marshall นับตั้งแต่นั้นมา นักแสดงชาวอังกฤษผู้นี้ก็ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก

           ปัจจุบัน เขาได้แสดงในรายการ Brand X With Russell Brand ทางเอฟเอ็กซ์ เน็ตเวิร์ค รายการไร้บทที่ออกอากาศช่วงดึก ที่เขาอำนวยการสร้างภายใต้แบนเนอร์ แบรนเด็ด ฟิล์มส์ ของเขา รายการนี้บันทึกเทปต่อหน้าผู้ชมในสตูดิโอและนำเสนอมุมมองที่แบรนด์มีต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน กระแสป๊อปคัลเจอร์และการเมือง รวมถึงการสัมภาษณ์คนดัง รายการนี้เพิ่งแพร่ภาพซีซันที่สองในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2013 โดยมีการขยายรูปแบบเป็นรายการสดหนึ่งชั่วโมงแต็ม

           หลังจากนี้ แบรนด์จะได้แสดงในผลงานการกำกับเรื่องแรกของเดียโบล โคดี้ ภาพยนตร์โดยแมนเดท พิคเจอร์สเรื่อง Paradise ที่ร่วมแสดงโดยจูลีแอนน์ ฮัฟและอ็อคตาเวีย สเปนเซอร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเข้าฉายในปี 2013 ปัจจุบัน เขาถูกวางตัวให้แสดงและอำนวยการสร้างภาพยนตร์โดยวอร์เนอร์ บรอส. เรื่อง The President Stole My Girlfriend ซึ่งนิค ลินเนน หุ้นส่วนจากแบรนเด็ด ฟิล์มส์ของเขา จะอำนวยการสร้างด้วย ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเป็นโปรเจ็กต์ภาพยนตร์เรื่องแรกของแบรนเด็ด ฟิล์มส์ นอกจากนี้ เขายังอยู่ในระหว่างการเตรียมงานสร้างภาพยนตร์โดยพาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง The Hauntrepreneur ซึ่งอำนวยการสร้างโดยไมเคิล เบย์

          ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมาของเขาได้แก่ Rock of Ages, Arthur, ภาพยนตร์โดยอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์/ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Hop, Get Him to the Greek, Disney’s Bedtime Stories และภาพยนตร์มิราแมกซ์เรื่อง The Tempest

          แบรนด์ ซึ่งเป็นนักเขียนชื่อดัง ได้เขียนหนังสือสองเล่ม “My Booky Wook: A Memoir of Sex, Drugs, and Stand-Up” ซึ่งติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ของนิวยอร์ก ไทม์นานห้าสัปดาห์ติดต่อกัน และภาคต่อ “Booky Wook 2: This Time It’s Personal”

          เขาเป็นพิธีกรการประกาศผลรางวัล 2012 เอ็มทีวี มูฟวี อวอร์ดและการประกาศผลรางวัล 2008 เอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิค อวอร์ด (วีเอ็มเอ) เขาได้เป็นพิธีกรรายการวีเอ็มเออีกครั้งในปี 2009 และดึงดูดผู้ชมจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2004 ด้วยยอดผู้ชมเกือบเก้าล้านคน

           เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงตลกสแตนด์อัพ คอเมดีและโด่งดังในอังกฤษในปี 2006 ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของ Big Brother’s Big Mouth ซึ่งเป็นสปินออฟจาก Big Brother ในปี 2006 เขาได้ออกทัวร์ทั่วประเทศเป็นครั้งแรกในชื่อ Shame ซึ่งถูกแพร่ภาพทางดีวีดีในชื่อ Russell Brand: Live ด้วย ในปี 2007 เขาได้เริ่มทัวร์ทั่วประเทศครั้งที่สองในชื่อ Russell Brand: Only Joking ซึ่งถูกแพร่ภาพทางดีวีดีในชื่อ Russell Brand: Doing Life ในปี 2009 เขาได้นำทัวร์การแสดงตลกของเขา Russell Brand: Scandalous มาสู่อเมริกา
ปัจจุบัน เขาใช้เวลาอยู่ที่ทั้งนิวยอร์กและลอสแองเจลิส

สตีฟ คูแกน (Steve Coogan) พากย์เสียง ไซลัส แรมส์บอททอม

              สตีฟ คูแกนเกิดและเติบโตในแมนเชสเตอร์ สหราชอาณาจักร ที่ซึ่งเขาได้ฝึกฝนการเป็นนักแสดงที่แมนเชสเตอร์ โพลีเทคนิค สคูล ออฟ เธียเตอร์
ในปี 1992 เขาได้รับรางวัลเพอร์เรียร์ คอเมดี อวอร์ดจากรายการ Steve Coogan in Character With John Thomson ของเขา ที่เขาริเริ่มตัวละคร พอล คาล์ฟของเขา หลังจากนั้น เขาก็ได้เขียนบทและแสดงใน Paul Calf’s Video Diary ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลบาฟตา

             ระหว่างที่ทำงานวิทยุ เขาได้สร้างตัวละคร อลัน พาร์ทริดจ์ ซึ่งเขาได้นำไปนำเสนอในจอแก้วด้วยในซีรีส์ Knowing Me, Knowing You และ I Am Alan Partridge ตัวละครตัวนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงตลกชายยอดเยี่ยม, นักแสดงคอเมดีจอแก้วยอดเยี่ยมและซิทคอมยอดเยี่ยมจากเวทีบริติช คอเมดี อวอร์ด

            นอกเหนือจากงานแสดงแล้ว ในปี 2002 คูแกนยังได้ก่อตั้งเบบี้ คาว โปรดักชันส์ ร่วมกับเฮนรี นอร์แมล และได้อำนวยการสร้างรายการที่ได้รับรางวัลมากมาย ซึ่งรวมถึง Marion and Geoff, Human Remains, The Mighty Boosh, Gavin & Stacey, Sensitive Skin, Dr. Terrible’s House of Horrible และ Cruise of the Gods

            เขาได้รับรางวัลบาฟตา ทีวีครั้งที่สี่ในปี 2011 จากการแสดงตลกของเขาในซีรีส์โดยไมเคิล วินเทอร์บอททอมเรื่อง The Trip เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้แสดงในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของวินเทอร์บอททอมเรื่อง The Look of Love และปัจจุบัน เขากำลังถ่ายทำภาพยนตร์โดยสตีเฟน เฟรียส์เรื่อง Philomena ประกบจูดี้ เดนช์

เคน จอง (Ken Jeong) พากย์เสียง ฟลอยด์

               เคน จอง เป็นที่รู้จักดีจากความสามารถในการขโมยซีนของเขา เขาได้สร้างชื่อเสียงในฐานะนักแสดงสมทบสำหรับคอเมดียอดนิยมยุคปัจจุบัน ในเดือนมิถุนายน ปี 2009 เขาได้รับบทมิสเตอร์โชว์ มาเฟียชาวเอเชีย ในคอเดมีม้ามืดเรื่อง The Hangover ที่นำแสดงโดยแบรดลีย์ คูเปอร์, เอ็ด เฮล์มส์และแซ็ค กาลิฟิอานาคิส ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นคอเมดีเรท “R” ที่ทำรายได้สูงสุดจนถึงปัจจุบันด้วยรายได้กว่า 467 ล้านเหรียญทั่วโลก ก่อนที่จะถูกลบสถิติด้วย The Hangover Part II ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 581 ล้านเหรียญทั่วโลก

              นับตั้งแต่ที่เขาเปิดตัวในบทหมอใน Knocked Up ปี 2007 เขาก็ได้แสดงบทบาทที่น่าจดจำมากมายในคอเมดีที่ประสบความสำเร็จหลายต่อหลายเรื่อง Knocked Up ที่กำกับ เขียนบทและอำนวยการสร้างโดยจั๊ดด์ อพาโทว์ ทำรายได้กว่า 219 ล้านเหรียญทั่วโลก ในปี 2008 บทสำคัญบทแรกของจองคือบทตัวร้าย กษัตริย์อาร์โกทรอนใน Role Models ประกบพอล รัดด์, ฌอนน์ วิลเลียม สก็อตและคริสโตเฟอร์ มินท์-พลาส ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ไปกว่า 90 ล้านเหรียญทั่วโลก ในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้แสดงในคอเมดีฟอร์มใหญ่อีกสองเรื่องได้แก่ Pineapple Express และ Step Brothers

             เส้นทางอาชีพของจองเริ่มต้นในทิศทางที่ต่างออกไป เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยดุ๊คและเขาก็สำเร็จการศึกษาด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ธ แครอไลนา เขาฝึกงานด้านการแพทย์ที่นิว ออร์ลีนส์พร้อมไปกับขัดเกลาฝีมือการแสดงตลกของตัวเองไปด้วย ในปี 1995 เขาชนะการประกวดบิ๊ก อีซี ลาฟ-ออฟ ซึ่งมีผู้ตัดสินเป็นแบรนดอน ทาร์ทิคอฟ อดีตประธานเอ็นบีซีและบั๊ดด์ ฟรายด์แมน ผู้ก่อตั้งอิมโพรฟ การประกวดนี้กลายเป็นการแจ้งเกิดของเขาเมื่อทั้งคู่สนับสนุนให้จองเดินทางไปลอสแองเจลิส

              เมื่อเดินทางถึงลอสแองเจลิส เขาก็เริ่มแสดงเป็นประจำที่เดอะ อิมโพรฟและลาฟ แฟ็คทอรี และได้ร่วมแสดงในซีรีส์หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง The Office, Entourage และ MADtv แต่เขามาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแสดงตลกในจอเงินเมื่อเขาได้รับบทดร.คูนิใน Knocked Up นั่นเอง ในปี 2006 เขาและไมค์ โอ’ ดอนเนล เพื่อนนักแสดงตลกได้สร้างชื่อใน YouTube ในฐานะคู่หูที่ล้อเลียนวงการแร็ป มิลเลียนดอลลาร์ สตรอง นับตั้งแต่โพสต์วิดีโอ มันก็มีผู้ชมกว่าหนึ่งล้านคนและจองและโอ’ คอนเนลก็ได้รับการทาบทามจากเอ็มทีวี ฟิล์มส์ให้เขียนบทและแสดงในเวอร์ชันภาพยนตร์

             จองเป็นขาประจำซีรีส์ Community ซึ่งแพร่ภาพซีซันที่สี่ในเดือนกุมภาพันธ์ ในซีรีส์นี้ ที่นำแสดงโดยโจเอล แม็คเฮลและเชฟวี เชสเขารับบทเบน ชาง อดีตครูชาวสเปนผู้โกรธเกรี้ยว
เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้ร่วมงานกับไมเคิล เบย์อีกครั้งในภาพยนตร์แอ็กชันเรื่อง Pain & Gain ซึ่งเข้าฉายในวันท่ 26 เมษายน ปี 2013 ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมแสดงโดยดเวย์น จอห์นสันและมาร์ค วอห์ลเบิร์ก นอกจากนี้ เขายังได้แสดงใน Hangover Part III ที่หลายคนรอคอย และเข้าฉายในวันที่ 24 พฤษภาคมอีกด้วย

             ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ Zookeeper, Transformers: Dark of the Moon, The Goods: Live Hard. Sell Hard และ All About Steve และเขาก็ได้ปรากฏตัวในรายการ Stand Up To Cancer PSA หลายครั้ง และได้เป็นพิธีกรรายการ 2011 บิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ดอีกด้วย
ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส กับภรรยาและลูกสาวฝาแฝดของเขา

เอลซีย์ ฟิชเชอร์ (Elsie Fisher) พากย์เสียง แอ็กเนส

            หลังจากได้ยินว่าเธอหน้าตาคล้ายกับดาโกต้า แฟนนิงในช่วงห้าปีแรกของชีวิตเธอ เอลซีย์ ฟิชเชอร์ก็ตัดสินใจว่าเธออยากเป็นนักแสดง ด้วยการสนับสนุนจากพ่อแม่เธอ เธอก็ตัดสินใจเดินทางสายนักแสดงและในเดือนแรกนั้นเอง เธอก็ได้รับเลือกให้ร่วมงานใน Despicable Me นับตั้งแต่นั้นมา เธอก็ได้แสดงในโฆษณาระดับประเทศหลายชิ้นและได้ร่วมแสดงในซีรีส์ Medium, Mike & Molly และ Raising Hope นอกจากนี้ เธอยังได้พากย์เสียงซีรีส์อนิเมชันเรื่อง Masha and the Bear อีกด้วย
 
ดานา ไกเออร์ (Dana Gaier) พากย์เสียง อีดิธ

              ดานา ไกเออร์ เป็นนักเรียนเกรดสิบวัย 15 ปี จากนิวเจอร์ซีย์ ผู้ซึ่งในซัมเมอร์นี้จะได้กลับมาพากย์เสียงอีดิธอีกครั้งใน  Despicable Me 2 ผลงานเรื่อง Despicable Me ซึ่งเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม ปี 2010 เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ เสียงอีดิธของเธอเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องเล่นมินเนียน เมย์เฮมจากเรื่อง Despicable Me ที่เปิดตัวที่ยูนิเวอร์แซล ออร์ลันโด รีสอร์ทในเดือนกรกฎาค ปี 2012 เธอได้ออกรายการเดอะ ทูเดย์ โชว์ เพื่อประชาสัมพันธ์เครื่องเล่นนี้ด้วย

             เธอเกือบไม่ได้รับบทอีดิธด้วยซ้ำไป เพราะเธอถูกขอให้ไปออดิชันสำหรับเรื่องนี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2008 แต่เธอไปไม่ได้เพราะเธอต้องไปร่วมทริปของโรงเรียน หลังจากที่เธอกลับมา เธอก็รู้จากเอเจนท์ของเธอว่ายังมีการจัดออดิชันอยู่ และเธอสามารถมาบันทึกเสียงที่ออฟฟิศได้ เธอเข้ารับการออดิชัน และในเดือนธันวาคม ปี 2008 เธอก็บินไปแอลเอและคว้าบทอีดิธมาได้ เธอรักการพากย์เสียงบทนี้และได้เห็นตัวละครของเธอโลดแล่นมีชีวิต เธอทึ่งกับผู้กำกับ มือเขียนบทและทีมพากย์เสียงของเรื่อง (ซึ่งรวมถึงนักแสดงคนโปรดของเธอหลายคนด้วย)

            เธอชื่นชอบทุกแง่มุมของการแสดงมาตั้งแต่อายุหนึ่งขวบ เมื่อเธอได้เรียนกีตาร์และเริ่มร้องเพลง I Want It That Way ของแบ็คสตรีทบอยส์ ให้กับเพื่อนๆ และครอบครัวฟัง พออายุได้ห้าขวบ ในตอนที่ไกเออร์กำลัง “สร้างความบันเทิง” ให้กับคนในร้านอาหาร แมวมองก็ได้ยื่นนามบัตรของเธอให้แม่ของไกเออร์ ในตอนนั้น แม่ของไกเออร์ตัดสินใจว่ายังไม่ถึงเวลาที่ไกเออร์จะก้าวพ้นระดับชุมชนท้องถิ่น เมื่ออายุได้แปดขวบ ไกเออร์ก็ได้รับการทาบทามให้แสดงเปิดและปิดงานประกวดความสามารถที่โรงเรียนด้วยการร้องเพลง Respect ของอารีธา แฟรงคลินในแบบของตัวเธอเอง ไกเออร์รู้จังหวะในการแสดงตลกและมีอารมณ์ขันดีเยี่ยม เธอมักจะถูกเปรียบเทียบกับ พังกี้ บรูว์สเตอร์ ตัวละครในจอแก้วอยู่บ่อยๆ

            ไกเออร์คุ้นเคยกับงานละครเวทีเป็นอย่างดี ในตอนออดิชันสำหรับ Seussical the Musical ในปี 2008 เธอคว้าบท โจโจ้ มาได้จากบรรดาเด็กชายที่เข้ารับการออดิชัน เธอได้แสดงในพิธีมอบรางวัลเพอร์รี อวอร์ดปี 2009 (เทียบเท่ากับรางวัลโทนีของนิวเจอร์ซีย์ ในบทโจโจ้ ผลงานละครเวทีล่าสุดของเธอได้แก่ บทโฮเดลใน Fiddler on the Roof, บทเซเรนาใน Legally Blonde: the Musical, บทคาร์เมน ดิแอซใน Fame—The Musical และบทมินนีย์ เฟย์ใน Hello, Dolly! เธอได้แสดงในซีรีส์นิคเคลโลเดียนเรื่อง  Me TV และซีรีส์เอ็นบีซีเรื่อง 30 Rock ที่แพร่ภาพทางเอ็นบีซี

            ไกเออร์เป็นนักเล่นกีตาร์และนักร้อง/นักแต่งเพลง เธอได้แต่งและบันทึกเสียงเพลงมากมาย ซึ่งรวมถึง “Without You” และ “Take Control” เธอได้รับแรงบันดาลใจจากป๊อปสตาร์ที่โด่งดังในยุคปัจจุบันหลายคน ซึ่งรวมถึงคริสตินา อากิเลรา, เลดี้ กาก้า, เดมี โลวาโตและพิงค์ ซึ่งทุกคนถ่ายทอดข้อคิดของการเป็นตัวของตัวเองและการต่อต้านการกลั่นแกล้งผ่านทางดนตรีของพวกเธอ

            แต่ท้ายที่สุดแล้ว เธอก็ยังเป็นแค่วัยรุ่นธรรมดาๆ คนหนึ่ง เธอเป็นประธานโรงเรียนประถม และรองประธานโรงเรียนมัธยมของเธอ เธอได้รับรางวัลมากมายในการแข่งขันกฎหมาย เธอเล่นฮ็อคกี้และลาครอสสมัยไฮสคูลและเธอก็ชื่นชอบการเล่นฟุตบอล บาสเก็ตบอลและซอฟท์บอล นอกเหนือจากงานอดิเรกของเธอแล้ว ไกเออร์ก็ได้เป็นอาสาสมัครในชุมชนด้วยการเล่นบิงโกกับผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราและมีส่วนร่วมในการแจกอาหารให้กับผู้ยากไร้

            เธอเป็นผู้รณรงค์ต่อต้านการกลั่นแกล้งและเรื่องดรามาของสาวๆ เธอตั้งเว็บไซต์ของตัวเอง Got Your Back (www.gyourb.org) ที่ให้ข้อมูลและสนันบสนุนเด็กสาวและเยาวชนให้แบ่งปันคำแนะนำและประสบการณ์ของพวกเธอ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Twitter: @DanaGaier, www.danagaier.com ในปี 2012 เธอได้แสดงในสารคดีที่ร่วมมือกันระหว่างเอ็มทีวีและไฟร์แคร็กเกอร์ ฟิล์มในชื่อ Bullied โดยเธอได้เล่นกีตาร์และร้องเพลง “Take Control” ที่เป็นเพลงของเธอเอง

           เธอเชื่อว่า อีดิธ ตัวละครของเธอใน Despicable Me เป็นเด็กสาวที่เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว และอ่อนโยน ผู้น่าจะส่งอิทธิพลแง่บวกให้กับเด็กสาวต่อไปได้


โมเส อาเรียส (Moises Arias) พากย์เสียงแอนโทนิโอ

                โมเสส อาเรียส กำลังจะแจ้งเกิดในปี 2013 นี้เองด้วยบทบาทที่แตกต่างกันสามบทในภาพยนตร์ที่เป็นที่จับตามองอย่างสูง ก่อนอื่น เขาจะได้แสดงในภาพยนตร์โดยซีบีเอส ฟิล์มส์เรื่อง The Kings of Summer (ที่ก่อนหน้านี้รู้จักในชื่อ Toy’s House) ซึ่งเปิดตัวท่ามกลางเสียงวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์เดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ ซึ่งถูกนำไปเทียบกับภาพยนตร์คลาสสิกอย่าง  Stand By Me และภาพยนตร์ฮิตอย่าง Superbad เข้าฉายในวันที่ 14 มิถุนายน ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อาเรียสจะได้แสดงประกบอาซา บัตเตอร์ฟิลด์และแฮร์ริสัน ฟอร์ดในภาพยนตร์ไซไฟผจญภัยโดยซัมมิท เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Ender’s Game ที่สร้างจากนิยายโดยออร์สัน สก็อต การ์ด ภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่กำกับโดยกาวิน ฮู้ด (X-Men Origins: Wolverine) เล่าเรื่องราวของเด็กพรสวรรค์ ผู้ถูกส่งตัวไปโรงเรียนทหารขั้นสูงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการรุกรานของเอเลียนในอนาคต

                อาเรียส ผู้เปิดตัวในโลกภาพยนตร์ในบทสมทบประกบแจ็ค แบล็คในภาพยนตร์พาราเมาท์ พิคเจอร์สเรื่อง Nacho Libre เพิ่งพากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง The Secret World of Arrietty ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ ภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซล สตูดิโอส์ โฮม เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Beethoven’s Big Break, ภาพยนตร์ไลออนส์เกทเรื่อง The Perfect Game, ภาพยนตร์ดิสนีย์ แชนแนลเรื่อง Dadnapped ประกบเพื่อนร่วมแสดงจาก Hannah Montana ซึ่งรวมถึงเอมิลี ออสเมนท์และเจสัน เอียร์เลส, Hannah Montana: The Movie และภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง Astro Boy ที่เขาได้ร่วมงานกับนิโคลัส เคจ

              เดิมที เขาได้ร่วมแสดงในซีรีส์ฮิตทางดิสนีย์ แชนแนลเรื่อง Hannah Montana และหลังจากที่ ริโก้ ตัวละครของเขากลายเป็นขวัญใจแฟนๆ เขาก็ได้กลายเป็นขาประจำของซีรีส์นี้ ผลงานจอแก้วเรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่บทรับเชิญในซีรีส์ Everybody Hates Chris, The Suite Life of Zack and Cody และ Wizards of Waverly Place

              ไม่นานหลังจากที่เขาเกิดในนิวยอร์ก, นิวยอร์ก เขาและครอบครัวก็ได้ย้ายไปแอตแลนตา, จอร์เจีย ในจอร์เจีย เขาและมาเทโอ น้องชายของเขา ก็เริ่มเรียนที่โรงเรียนการแสดงท้องถิ่น โรงเรียนได้พาอาเรียสไปลอสแองเจลิสในเดือนมกราคม ปี 2005 เพื่อแข่งขันในการประกวดการแสดงและเดินแบบของอินเตอร์เนชันแนล โมเดลส์ แอนด์ ทาเลนต์ ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ย้ายไปลอสแองเจลิส อาเรียสได้เล่นโฆษณาเบอร์เกอร์ คิงและเปิดตัวบนเวทีละครที่มาร์ค เทเปอร์ ฟอรัม ในรอบปฐมทัศน์โลกของละครเรื่อง Water and Power โปรดักชันของคัลเจอร์ แคลช
เขายังคงแบ่งเวลาระหว่างการอยู่ที่แอตแลนตาและลอสแองเจลิสกับพ่อแม่ของเขา โมนิก้าและซีซาร์ และมาเทโอ

ประวัติทีมผู้สร้าง

 คริส เรโนด์ (Chris Renaud)—กำกับโดย
                ด้วยความที่เขาเคยทำงานกับมาร์เวลและดีซี คอมิกส์มาก่อนระหว่างปี 1994-2000 เขาก็เลยมีแบ็คกราวน์ด้านงานการ์ตูน หลังจากนั้น เขาก็ได้ขยับไปทำงานออกแบบงานสร้างที่ชาโดว์ โปรเจ็กต์และบิ๊ก บิ๊ก โปรดักชันส์ ที่ซึ่งเขาได้ทำงานในรายการสำหรับเด็กที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี Bear in the Big Blue House และ It’s a Big Big World ในโปรเจ็กต์เหล่านี้ เขาได้ทำการควบคุมทุกแง่มุมของกระบวนการอนิเมชัน ซึ่งรวมถึงการพัฒนาตัวละคร การสร้างสตอรีบอร์ด คอนเซ็ปต์ และการจัดการทีมโมเดลเลอร์และนักวาดภาพดิจิตอล
เขาได้ขยับขยายไปทำงานในตำแหน่งนักวาดภาพเรื่องราวให้กับโปรเจ็กต์ภาพยนตร์อนิเมชันหลายเรื่องของบลู สกาย สตูดิโอส์/ทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ อนิเมชัน ซึ่งรวมถึง Robots, Ice Age: The Meltdown และ Dr. Seuss’ Horton Hears a Who! หน้าที่ของเขาคือการแปลงเรื่องราวให้เป็นภาษาภาพของภาพยนตร์ และออกแบบและจัดวางตำแหน่งให้กับแอ็กชันทั้งที่เป็นดรามาและคอเมดี

             ในปี 2007 เรโนด์ได้คิด เขียนบทและเขียนสตอรีบอร์ดให้กับภาพยนตร์อนิเมชันขนาดสั้นเรื่อง No Time for Nuts และได้ทำการควบคุมทุกแง่มุมด้านครีเอทีฟของงานถ่ายทำ ซึ่งรวมถึงการออกแบบ การวางเลย์เอาท์ การให้แสง การเรนเดอร์ การแต่งดนตรีและการออกแบบเสียง No Time for Nuts ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ด และได้รับรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม

             ระหว่างปี 2008-2010 เขาได้ร่วมกับปิแอร์ คอฟฟิน กำกับภาพยนตร์อนิเมชันยอดนิยมโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Despicable Me ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 10 ในบ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกาประจำปี 2010 ผลงานของพวกเขาทำให้พวกเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขากำกับภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เขายังได้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Dr. Seuss’ The Lorax ซึ่งมีรายได้เปิดตัวสามวันสูงสุดสำหรับภาพยนตร์อนิเมชันปี 2012 (70.2 ล้านเหรียญ) และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวในประเทศสูงสุดเป็นอันดับแปดสำหรับภาพยนตร์อนิเมชันตลอดกาลด้วย ปัจจุบัน เขากำลังควบคุมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Minions ซึ่งเป็นภาพยนตร์อนิเมชันที่พากย์เสียงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ แซนดรา บุลล็อค ที่จะเข้าฉายในวันที่ 19 ธันวาคม ปี 2014

              ปิแอร์ คอฟฟินได้ศึกษาเรื่องภาพยนตร์จากมหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ระหว่างปี 1985-1988 ระหว่างที่เข้ารับใช้กองทัพ เขาก็ถอนตัวออกมาเพื่อสอบเข้าโกบลินส์ เขาประสบความสำเร็จและหลังจากนั้น เขาก็ได้ศึกษาคอร์ส 2D ระหว่างปี 1990-1993 คอฟฟินได้ย้ายไปอังกฤษและทำงานเป็นจูเนียร์ อนิเมเตอร์ที่แอมบลิเมชัน สตูดิโออนิเมชันของสตีเวน สปีลเบิร์ก นานหนึ่งปี เมื่อกลับฝรั่งเศส เขาก็ได้ทำงานเป็นนักวาดภาพ CG ฟรีแลนซ์ให้กับเนชันแนล เซ็นเตอร์ ออฟ พีแดโกจิคัล ด็อคคิวเมนต์ ด้วยการมีส่วนช่วยในการสร้างรายการเพื่อการศึกษาให้กับแวดวงจอแก้วฝรั่งเศส

             ในปี  1996 คอฟฟินเริ่มทำงานที่เอ็กซ์ มาคินา บริษัทอนิเมชันระดับแถวหน้าของวงการในขณะนั้น เขากลายเป็นลีดอนิเมเตอร์ ก่อนที่จะได้ทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายอนิเมชัน และได้ทำงานในภาพยนตร์ขนาดสั้นหลายเรื่อง เช่น Flying Fish Tobby Who Aimed for the Stars แต่สไตล์ของเขาได้รับการยอมรับก็ด้วยภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่อง Pings (1997) ของเขา ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้ร่วมกำกับโฆษณาให้กับพาสติลส์ วิชชี กับโซแอนด์เซา

            เขาได้ทำงานที่วันดาในฐานะผู้กำกับอนิเมชัน ก่อนที่จะไปทำงานที่แพสชัน พิคเจอร์ส ที่ซึ่งเขาได้ร่วมงานกับแม็ค กัฟฟ์ ลินจ์ ในโฆษณา CG ทุกชิ้น ระหว่างที่อยู่ที่นั่น เขาได้ทำงานในโฆษณาหลายชิ้น รวมถึงมินิซีรีส์ให้กับบีบีซี 1 (ส่วนหนึ่งของ The Lenny Henry Show) ที่มีชื่อว่า Polar Bears คอฟฟิน ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ผู้กำกับโฆษณาสัตว์” โด่งดังจากผลงานโฆษณาของเขา ซึ่งรวมถึง Dede (สำหรับ Française des Jeux ล็อตเตอรีฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ที่สุด), Caisse d’ Epargne (ธนาคารชั้นนำของฝรั่งเศส) และโอเอซิส
 ในปี 2007 คอฟฟินได้กำกับทีสเซอร์เจ็ดนาทีของภาพยนตร์เรื่อง Bones Story (เลอ ฟิล์ม ดังตวน/แม็ค กัฟฟ์ ลินจ์) ของเขา นอกจากนี้ เขายังได้กำกับ Pat et Stanley ซึ่งได้รับรางวัลสเปเชียล ไพรซ์สำหรับซีรีส์โทรทัศน์จากงานเทศกาลอนิเมชันเฟรนช์ แอนเนซีปี 2009 อีกด้วย

             ระหว่างปี 2008-2010 เขาได้ร่วมกับคริส เรโนด์ กำกับภาพยนตร์อนิเมชันยอดนิยมโดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สและอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Despicable Me ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดเป็นอันดับ 10 ในบ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกาประจำปี 2010 ผลงานของพวกเขาทำให้พวกเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขากำกับภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เขายังได้กำกับ Despicable Me Minion Mayhem เครื่องเล่น 3D รางวัลแอนนี อวอร์ด ที่เปิดตัวที่ยูนิเวอร์แซล ออร์ลันโด รีสอร์ทในเดือนกรกฎาคม ปี 2012 อีกด้วย
ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างการกำกับภาพยนตร์เรื่อง Minions ซึ่งเป็นภาพยนตร์อนิเมชันที่พากย์เสียงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ แซนดรา บุลล็อค ที่จะเข้าฉายในวันที่ 19 ธันวาคม ปี 2014

 คริส เมเลแดนดรี (Chris Meledandri)—อำนวยการสร้างโดย

              คริส เมเลแดนดรี เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ ซึ่งมีการร่วมมือแบบเอ็กซ์คลูซีฟด้านการให้เงินทุนและการจัดจำหน่ายกับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส ในเดือนกรกฎาคม ปี 2010 อิลลูมิเนชันได้ปล่อย Despicable Me ภาพยนตร์เรื่องแรกภายใต้ข้อตกลงนี้ ที่พากย์เสียงโดยสตีฟ คาเรลล์ และทำรายได้ไปกว่า 540 ล้านเหรียญทั่วโลก

              ในเดือนเมษายน ปี 2011 อิลลูมิเนชัน ได้ปล่อย Hop ที่นำแสดงโดยรัสเซล แบรนด์และเจมส์ มาร์สเดน ซึ่งกลายเป็นภาพยนตร์อันดับหนึ่งในเขตอเมริกาเหนือสองสัปดาห์ติดต่อกัน หลังจากนั้น ในเดือนมีนาคม ปี 2012 มันก็ได้ปล่อยภาพยนตร์อนิเมชันเรื่อง Dr. Seuss’ The Lorax ซึ่งมีรายได้เปิดตัว 3 วันสูงสุดสำหรับภาพยนตร์อนิเมชันในปีนั้น (70.2 ล้านเหรียญ) และมีรายได้เปิดตัวสูงสุดเป็นอันดับแปดสำหรับภาพยนตร์อนิเมชันตลอดกาลอีกด้วย The Lorax เป็นการสานต่อการร่วมมือที่ประสบความสำเร็จระหว่างเมเลแดนดรีและออเดรย์ จีเซล ภรรยาม่ายของธีโอดอร์ “ดร.ซุส” จีเซล The Lorax มีรายได้เปิดตัว 3 วันสูงสุดสำหรับภาพยนตร์อนิเมชันในปี 2012 (70.2 ล้านเหรียญ) และมีรายได้เปิดตัวสูงสุดเป็นอันดับแปดสำหรับภาพยนตร์อนิเมชันตลอดกาลอีกด้วย

              ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Minions ซึ่งเป็นภาพยนตร์อนิเมชันที่พากย์เสียงโดยนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ แซนดรา บุลล็อคและจอน แฮมม์ ที่จะเข้าฉายในวันที่ 19 ธันวาคม ปี 2014 รวมถึงโปรเจ็กต์ที่จะเข้าฉายในวันที่ 3 กรกฎาคม ปี 2015 อีกด้วย

             ก่อนหน้านี้ เมเลแดนดรีทำหน้าที่ผู้บริหารของทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์มา นาน 13 ปี ระหว่างที่ทำงานที่นั่น เขาได้กลายเป็นประธานผู้ก่อตั้งบริษัททเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ อนิเมชัน ซึ่งเขาทำหน้าที่นี้อยู่แปดปี และทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศไปมากกว่าสองพันล้านเหรียญทั่วโลก

             ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาได้ช่วยให้ทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์กลายเป็นสตูดิโอใหญ่ในโลกภาพยนตร์อนิเมชัน และในปี 1998 เขาเป็นผู้นำในการซื้อกิจการของสกาย สตูดิโอส์ บริษัทโฆษณา/วิชวล เอฟเฟ็กต์ ซึ่งกลายเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์อนิเมชันที่ประสบความสำเร็จ เขาทำการควบคุมงานด้านครีเอทีฟและธุรกิจของบลูสกาย สตูดิโอส์ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นสตูดิโอ CGI ที่ฟ็อกซ์เป็นเจ้าของอย่างเต็มตัว ระหว่างที่ทำงานที่สตูดิโอแห่งนั้น เมเลแดนดรีได้ดูแลและ/หรือควบคุมงานสร้างภาพยนตร์หลายเรื่อง เช่น Ice Age, Ice Age: The Meltdown, Robots, Alvin and the Chipmunks, The Simpson Movie และ Dr. Seuss’ Horton Hears a Who!

             ก่อนหน้าที่จะเข้าทำงานที่ทเวนตี้ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ เมเลแดนดรีดำรงตำแหน่งประธานดอว์น สตีล พิคเจอร์สที่วอลท์ ดิสนีย์ พิคเจอร์ส ที่ซึ่งเขารับหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างใน Cool Runnings

เจเน็ต ฮีลลี (Janet Healy)—อำนวยการสร้างโดย

             เจเน็ต ฮีลลี เริ่มต้นทำงานในภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันกับผู้กำกับระดับแนวหน้าของวงการเช่นสแตนลีย์ เครเมอร์, ฮัล แอชบี้และแซม เพ็คคินพาห์ เธอได้ร่วมงานกับสตีเวน สปีลเบิร์กใน Close Encounters of the Third Kind และ 1941 โดยเธอได้รับหน้าที่ผู้ช่วยอำนวยการสร้างในภาพยนตร์เรื่องหลัง หลังจากนั้น เธอก็ได้เข้าทำงานในอินดัสเทรียล ไลท์ แอนด์ เมจิค (ไอแอลเอ็ม) บริษัทวิชวล เอฟเฟ็กต์ของจอร์จ ลูคัส ในตำแหน่งหัวหน้าร่วมฝ่ายโปรดักชัน

            ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่ไอแอลเอ็ม ฮีลลีได้ผลิตงานวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่น่าตกตะลึงที่สุดของยุค ซึ่งรวมถึงวิชวล เอฟเฟ็กต์ที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดในเรื่อง Terminator 2: Judgment Day และ Jurassic Park ระหว่างที่ผลิตงานตัวละครดิจิตอลให้กับ Casper ฮีลลีก็ตกหลุมรักงานอนิเมชันตัวละครเข้า เธอได้ทำงานที่วอลท์ ดิสนีย์ ฟีเจอร์ อนิเมชันในฐานะหัวหน้าฝ่ายงานสร้างดิจิตอลและทำการดูแลงานในภาพยนตร์เรื่อง Tarzan, Dinosaur และ Mulan หลังจากนั้น เธอก็ย้ายไปทำงานที่ดรีมเวิร์คส์ อนิเมชัน เพื่อทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายงานสร้างหลายปี และระหว่างที่อยู่ที่นั่น เธอก็ได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Shark Tale ด้วย

           ในปี 2008 ฮีลลีได้ตัดสินใจร่วมงานกับคริส เมเลแดนดรีเมื่อเขาก่อตั้งอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ บริษัทใหม่ของเขา สำหรับยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เธอร่วมกับเมเลแดนดรีและจอห์น โคเฮน อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Despicable Me ซึ่งทำให้พวกเขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์ผู้อำนวยการสร้างแห่งอเมริกา สาขาผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์อนิเมชันยอดเยี่ยม นอกจากนี้ เธอยังได้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง Dr. Seuss’ The Lorax กับเมเลแดนดรีและได้เริ่มถ่ายทำภาพยนตร์อีกสองเรื่องให้กับอิลลูมิเนชัน ได้แก่ Minions ที่จะเข้าฉายในวันที่ 19 ธันวาคม ปี 2014 และโปรเจ็กต์ที่จะเข้าฉายในวันที่ 3 กรกฎาคม ปี 2015

Despicable Me

 ซินโก้ พอล (Cinco Paul)—เขียนบทโดย

                จากภาพยนตร์อนิเมชัน 3D ออริจินอลที่ประสบความสำเร็จไปจนถึงภาพยนตร์ไฟล์แอ็กชันที่ท้าทาย มือเขียนบทฮอลลีวูด ซินโก้ พอล เคยชินกับการได้เห็นผลงานของเขาโลดแล่นมีชีวิตขึ้นมาในภาพยนตร์ฮิตเรื่องแล้วเรื่องเล่า สำหรับ Despicable Me 2 ได้ร่วมงานกับเคน ดูริโอ คู่หูในการเขียนบทของเขา ในการเนรมิตตัวละครของเรื่องสู่สายตาผู้ชม เขาร่วมกับดูริโอเขียนบทภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ม้ามืด Despicable Me ที่ทำรายได้ไปกว่า 543 ล้านเหรียญทั่วโลก

                พอล และเคน ดูริโอ คู่หูในการเขียนบทของเขา เป็นทีมเขียนบทสุดฮ็อตในฮอลลีวูด ผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือสำหรับเด็กที่เป็นที่รักของดร.ซุสเรื่อง “The Lorax” และ “Horton Hears a Who!” ร่วมกับคริส เมเลแดนดรี ผู้ก่อตั้งและ CEO ของอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ พอลและดูริโอได้รับเกียรติด้วยการได้รับเลือกจากออเดรย์ จีเซล (ภรรยาม่ายของธีโอดอร์ ซุส จีเซล) ให้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Horton Hears a Who! และ Dr. Seuss’ The Lorax ในฐานะตัวแทนของดร.ซุส นอกจากนี้ เขายังได้แต่งเนื้อเพลงสำหรับ Dr. Seuss’ The Lorax ซึ่งทำให้เขาและจอห์น พาวเวลล์ ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดในปี 2013 อีกด้วย

               พอลและดูริโอ โด่งดังในแวดวงบันเทิงจากสไตล์นำเสนอที่มีเอกลักษณ์ของพวกเขา ที่มักจะร้องเพลงเสนอผลงานให้กับผู้บริหารระดับสูงของสตูดิโอ สำหรับภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง College Road Trip พวกเขาได้ใช้เพลงยุค 80s อย่าง Double Dutch Bus ที่ครบถ้วนทั้งจังหวะและทำนอง การนำเสนอของพวกเขาประมาณ 90% ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมามักจะมีการร้องเพลงด้วยทั้งสิ้น

              พอลได้พบกับดูริโอระหว่างทำงานในมิวสิคัลสำหรับโบสถ์และพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกันในทันที ในปี 1999 พวกเขาได้ขายบทภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องแรก Special และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้เข้าฉายตามเทศกาลต่างๆ ด้วยเนื้อเรื่องตลกร้ายของมัน หลังจากนั้น พวกเขาก็มีผลงานเป็นคัลท์คลาสสิกปี 2001 เรื่อง Bubble Boy ซึ่งนำแสดงโดยเจค จิลเลนฮาลในบทจิมมี ลีฟวิงสโตน (เด็กชายที่ไร้ภูมิคุ้มกัน) ที่ดัดแปลงจากภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ของจอห์น ทราโวลตาเรื่อง The Boy in the Plastic Bubble นอกจากนี้ พอลยังเปลี่ยนภาพยนตร์เรื่อง Bubble Boy ให้กลายเป็นมิวสิคัลขนาดยาว และเขียนเนื้อเพลงและแต่งดนตรีด้วยตัวเอง ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ภาพยนตร์ฮิตของดิสนีย์เรื่อง The Santa Claus 2

             พอลสำเร็จการศึกษาเกียรตินิยมสาขาภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยเยล หลังจากที่ย้ายไปลอสแองเจลิส เขาก็ได้เข้าศึกษาหลักสูตรการเขียนบทที่มหาวิทยาลัยเซาเธิร์น แคลิฟอร์เนีย และได้รับทุนการศึกษาในปีที่สอง

เคน ดูริโอ (Ken Daurio)—เขียนบทโดย

           จากภาพยนตร์อนิเมชัน 3D ออริจินอลที่ประสบความสำเร็จไปจนถึงภาพยนตร์ไฟล์แอ็กชันที่ท้าทาย มือเขียนบทฮอลลีวูด เคน ดูริโอ เคยชินกับการได้เห็นผลงานของเขาโลดแล่นมีชีวิตขึ้นมาในภาพยนตร์ฮิตเรื่องแล้วเรื่องเล่า สำหรับ Despicable Me 2 ได้ร่วมงานกับซินโก้ พอล คู่หูในการเขียนบทของเขา ในการเนรมิตตัวละครของเรื่องสู่สายตาผู้ชม เขาร่วมกับดูริโอเขียนบทภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ม้ามืด Despicable Me ที่ทำรายได้ไปกว่า 543 ล้านเหรียญทั่วโลก

           ดูริโอ และซินโก้ พอล คู่หูในการเขียนบทของเขา เป็นทีมเขียนบทสุดฮ็อตในฮอลลีวูด ผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือสำหรับเด็กที่เป็นที่รักของดร.ซุสเรื่อง “The Lorax” และ “Horton Hears a Who!” ร่วมกับคริส เมเลแดนดรี ผู้ก่อตั้งและ CEO ของอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์ พอลและดูริโอได้รับเกียรติด้วยการได้รับเลือกจากออเดรย์ จีเซล (ภรรยาม่ายของธีโอดอร์ ซุส จีเซล) ให้เขียนบทภาพยนตร์เรื่อง Horton Hears a Who! และ Dr. Seuss’ The Lorax ในฐานะตัวแทนของดร.ซุส

           ดูริโอและพอล โด่งดังในแวดวงบันเทิงจากสไตล์นำเสนอที่มีเอกลักษณ์ของพวกเขา ที่มักจะร้องเพลงเสนอผลงานให้กับผู้บริหารระดับสูงของสตูดิโอ สำหรับภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง College Road Trip พวกเขาได้ใช้เพลงยุค 80s อย่าง Double Dutch Bus ที่ครบถ้วนทั้งจังหวะและทำนอง การนำเสนอของพวกเขาประมาณ 90% ในช่วงเก้าปีที่ผ่านมามักจะมีการร้องเพลงด้วยทั้งสิ้น

          ดูริโอได้พบกับพอลระหว่างทำงานในมิวสิคัลสำหรับโบสถ์และพวกเขาก็กลายเป็นเพื่อนกันในทันที ในปี 1999 พวกเขาได้ขายบทภาพยนตร์สำหรับภาพยนตร์ขนาดสั้นเรื่องแรก Special และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้เข้าฉายตามเทศกาลต่างๆ ด้วยเนื้อเรื่องตลกร้ายของมัน หลังจากนั้น พวกเขาก็มีผลงานเป็นคัลท์คลาสสิกปี 2001 เรื่อง Bubble Boy ซึ่งนำแสดงโดยเจค จิลเลนฮาลในบทจิมมี ลีฟวิงสโตน (เด็กชายที่ไร้ภูมิคุ้มกัน) ที่ดัดแปลงจากภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์ของจอห์น ทราโวลตาเรื่อง The Boy in the Plastic Bubble

          หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับไฮสคูล ดูริโอก็เริ่มกำกับมิวสิค วิดีโอให้วงดนตรีหน้าใหม่อย่างบลิงค์ 182, เอเอฟไอและจิมมี อีท เวิลด์ หลังจากที่มีผลงานมิวสิค วิดีโอหลายร้อยเพลง เขาก็ได้ร่วมมือกับซินโก้ พอลในการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องแรก ตอนนี้ ดูริโอและพอลกลายเป็นทีมเขียนบทที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดทีมหนึ่งในฮอลลีวูด

แยร์โรว์ เชนีย์ (Yarrow Cheney)—ผู้ออกแบบงานสร้าง

            แยร์โรว์ เชนีย์ เข้าศึกษาที่สถาบันแคลิฟอร์เนีย อินสติติวท์ ออฟ ดิ อาร์ตส์ระหว่างปี 1992-1995 ก่อนที่จะเริ่มต้นทำงานเป็นอนิเมเตอร์ตัวละครที่เทิร์นเนอร์ ฟีเจอร์ อนิเมชัน/วอร์เนอร์ บรอส. ฟีเจอร์ อนิเมชันในภาพยนตร์เรื่อง Cats Don’t Dance, Quest for Camelot และ The Iron Giant

           ในปี 1999 เขาได้รับรางวัลไพรม์ไทม์ เอ็มมี อวอร์ดสาขาการออกแบบไตเติลหลักยอดเยี่ยมจากซีเควนซ์ไตเติลเปิดซีรีส์โซนีเรื่อง Dilbert หลังจากนั้น เขาก็ได้ออกแบบงานสร้างให้กับภาพยนตร์ขนาดสั้นที่ได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดโดยโซนี พิคเจอร์ส อิเมจเวิร์คส์เรื่อง The ChubbChubbs! และภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง Curious George

           ในปี 2006 เขาได้กำกับ อำนวยการสร้าง ลำดับภาพและออกแบบงานสร้างภาพยนตร์พิเศษช่วงวันหยุดเรื่อง The Very First Noel

           ในปี 2008 เขาได้เข้าทำงานกับอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์และทำหน้าที่ผู้ออกแบบงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง Despicable Me และ Dr. Seuss’ The Lorax ปัจจุบัน เขากำลังกำกับภาพยนตร์ขนาดสั้นของเหล่ามินเนียนในชื่อ Puppy

อีริค กิลลอน (Eric Guillon)—ผู้ออกแบบงานสร้าง

          ก่อนหน้านี้ อีริค กิลลอน ได้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์โดยอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์เรื่อง Despicable Me และ Dr. Seuss’ The Lorax ผลงานของเขาในเรื่อง Despicable Me ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขาออกแบบงานสร้างภาพยนตร์อนิเมชัน ส่วนผลงานของเขาใน Dr. Seuss’ The Lorax ทำให้เขา, โคลิน สติมป์สตันและแยร์โรว์ เชนีย์ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแอนนี อวอร์ดสาขาออกแบบตัวละครในภาพยนตร์อนิเมชัน

เกร็ก เพอร์เลอร์, เอซีอี (Greg Perler, ACE)—มือลำดับภาพ

           เกร็ก เพอร์เลอร์ เป็นมือลำดับภาพที่ใช้ชีวิตและทำงานในลอสแองเจลิสมา 20 ปี เขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนภาพยนตร์มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก เขาย้ายไปลอสแองเจลิสในปี 1990 เมื่อเขาได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยลำดับภาพในภาพยนตร์ดิสนีย์เรื่อง Beauty and the Beast (หนึ่งในภาพยนตร์อนิเมชันสามเรื่องที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) เขาได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้ช่วยลำดับภาพระหว่างงานสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

           ผลงานภาพยนตร์อนิเมชันก่อนหน้านี้ของเพอร์เลอร์ได้แก่ Despicable Me, A Goofy Movie, Tarzan, ภาพยนตร์ที่ได้รับการเสนอชื่อชิงออสการ์เรื่อง Jimmy Neutron: Boy Genius และภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์เรื่อง Wallace & Gromit in the Curse of the Were-Rabbit ผลงานภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันของเขาได้แก่ 102 Dalmatians, Enchanted, Hannah Montana & Miley Cyrus: Best of Both Worlds Concert และภาพยนตร์ที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์สองเรื่อง ที่สร้างขึ้นจากหนังสือสำหรับเด็ก Eloise ในปี 2011 เพอร์เลอร์ได้ร่วมรับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาพันธ์มือลำดับภาพภาพยนตร์อเมริกัน เอ็ดดี้ อวอร์ดสำหรับ Despicable Me กับแพม ซีเกนฮาเกน

           เพอร์เลอร์ได้รับหน้าที่มือลำดับภาพให้กับซีซันแรกของซีรีส์เรตติ้งสูงทางยูเอสเอ เน็ตเวิร์ค Royal Pains และ Hop ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันลูกผสมโดยอิลลูมิเนชัน เอนเตอร์เทนเมนต์

 เฮเตอร์ เพอเรรา (Heitor Pereira)—ดนตรีประกอบโดย

              เฮเตอร์ เพอเรรา ค้นพบการแต่งดนตรีประกกอบภาพยนตร์ในลักษณะที่ไม่เหมือนใคร เขาถูกนำตัวเข้ามาแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง As Good As It Gets แต่ไม่นานนัก เขาก็พบว่าท่วงทำนองและการเรียบเรียงเสียงของเขาเหมาะกับดนตรีประกอบภาพยนตร์อย่างดี เขาสร้างความประทับใจให้กับผู้อำนวยการสร้างเจมส์ แอล. บรู๊คส์มากจนในภาพยนตร์เรื่องถัดไปของบรู๊คส์ปี 2001 เรื่อง Riding in Cars With Boys เพอเรราก็ได้ร่วมแต่งดนตรีด้วย นับตั้งแต่นั้นมา เขาก็ได้ทำงานในโปรเจ็กต์ต่างๆ มากมายและได้แต่งดนตรี เขียนเพลงและเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ ในภาพยนตร์เรื่อง I Am Sam, Madagascar, The Pledge, Shrek 2, Mission: Impossible II, The Rundown, Black Hawk Down, Spy Kids: All the Time in the World, August Rush, Spanglish, Something’s Gotta Give, Man on Fire, Domino, Unstoppable, The Taking of Pelham 1 2 3 และ The Dark Knight

             ผลงานดนตรีประกอบภาพยนตร์ดั้งเดิมของเขารวมถึง The Smurfs, Despicable Me, ภาพยนตร์โดยแนนซี ไมเยอร์สเรื่อง It’s Complicated, A Little Bit of Heaven, From Prada to Nada, The Canyon, Curious George, Curious George 2: Follow That Monkey!, ภาพยนตร์ดิสนีย์ยอดนิยมเรื่อง Beverly Hills Chihuahua, Beverly Hills Chihuahua 3: Viva La Fiesta!, สารคดีเรื่อง Running the Sahara, ภาพยนตร์ที่อำนวยการสร้างโดยจอห์น ซิงเกิลตันเรื่อง Illegal Tender, Dirty Dancing: Havana Nights และภาพยนตร์โดยโรเบิร์ต ทาวน์เรื่อง Ask the Dust เขาได้รับสี่รางวัลแอสแค็พ อวอร์ดจาก   Beverly Hills Chihuahua, It’s Complicated, Despicable Me และ The Smurfs

             ชื่อเสียงของเพอเรราในความสามารถนำความคิดอ่านที่ไม่เหมือนใครของเขาไปสู่ดนตรีประกอบภาพยนตร์เกิดจากพื้นฐานที่มั่นคงของเขาในเรื่องนี้ ไม่นานหลังจากที่สำเร็จการศึกษา เขาก็เริ่มเล่นกีตาร์กับศิลปินระดับแนวหน้าของบราซิลหลายคน และได้สร้างความบันเทิงให้กับคนหลายล้านในฐานะมือกีตาร์ให้กับซิมพลี เร้ด เขาได้ปล่อยอัลบัมโซโลของตัวเองออกมาสามชุด และได้เรียบเรียงดนตรีหรือเล่นร่วมกับศิลปินมากมายเช่น เซอร์จิโอ้ เมนเดส, อเลฮันโดร ซันส์, คาทาโน เวโลโซ, อีวาน ลินส์, แจ็ค จอห์นสัน, เดอะ ชีฟเทนส์, ไบรอัน อดัมส์, เอลตัน จอห์น, วิลลีย์ เนลสัน, ชาไนยา ทเวน, ซีล, เนลลี เฟอร์ทาโดและ ฯลฯ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ในปี 2005 เพอเรราได้รับรางวัลแกรมมี อวอร์ดสาขาเรียบเรียงดนตรีประกอบเสียงร้องยอดเยี่ยมจากการร่วมงานของเขากับสติงและคริส บอตติ

            ล่าสุด เขาได้อำนวยการสร้าง ร่วมแต่งและร้องเพลงในอัลบัมล่าสุดของนักร้อง/นักแต่งเพลงที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลแกรมมี เมโลดี้ การ์ด็อท "The Absence”
เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิสกับภรรยาและลูกๆ สองคน

ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์ (Pharrell Williams)—เพลงประกอบดั้งเดิมและเพลงธีมโดย

               “ผมไม่มีซาวน์ที่เป็นเอกลักษณ์หรอกครับ” ฟาร์เรลล์ วิลเลียมส์บอก “ผมเรียกมันว่าวิธีการร้องที่เป็นเอกลักษณ์ดีกว่า” แม้ว่าเขาจะได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยยอดขายกว่า 100 ล้านก็อปปี้ วิลเลียมส์ก็ไม่ใช่ป๊อปสตาร์ แต่เป็นศิลปินสมัยใหม่ ไม่ว่าเขาจะทำงานอะไร ไม่ว่าจะเป็นทำนองสำหรับศิลปินที่เซ็นสัญญากับ ไอ แอม อาเธอร์ ค่ายเพลงใหม่ของเขา หรือการออกแบบให้กับไลน์เสื้อผ้า บิลเลียนแนร์ บอยส์ คลับและไอซ์ครีมของเขา มันก็ให้ความรู้สึกเหมือนสิ่งประดิษฐ์และดูเหมือนอนาคต วิลเลียมส์ได้ออกแบบอัญมณีและแอสเซสเซอรีแบบลิมิเต็ด อีดิชันสำหรับแบรนด์สินค้าหรู หลุยส์ วิตตอง ได้ร่วมมือกับดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส โดโม แอนด์ แปเรส ในการออกแบบเก้าอี้ ที่ถูกจัดแสดงในแกลเลอรี กาเลอรี เปอร์โรแตงของปารีส และได้จับมือกับศิลปินชาวโตเกียว ทาคาชิ มุราคามิและแบรนด์อัญมณี จาค็อบ แอนด์ โค. ในการสร้างประติมากรรม ที่จัดแสดงที่อาร์ต บาเซลในสวิตเซอร์แลนด์

              ความพยายามแต่ละครั้งแสดงให้เห็นถึงสไตล์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ทันที นวัตกรคนอื่นๆ ก็เล็งเห็นถึงคุณสมบัตินี้ ซึ่งก็เป็นสาเหตุให้พวกเขาอยากร่วมงานกับเขา วิลเลียมส์ได้ร่วมทำงานดนตรีกับจัสติน ทิมเบอร์เลค, ดาฟท์ พังค์และเดอะ ไฮฟ์ และได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับศิลปินผู้คร่ำหวอดในวงการอย่างมาดอนนา, สนู้ป ด็อกก์และโรลลิง สโตนส์ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาและหุ้นส่วน แช็ด ฮิวโก้ ได้รับการยกย่องว่าได้สร้างสรรค์ซาวน์ที่เป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่สำหรับดนตรีป๊อปในช่วงปลายสหัสวรรษ สิ่งที่วิลเลียมส์ทำจริงๆ นั้นสม่ำเสมอกว่านั้น “ผมคิดว่านั่นเป็นพรสวรรค์ของผม” เขากล่าว “ความสามารถในการบอกว่า ‘รู้อะไรมั้ย นี่ฟังดูดีกว่าด้านหลังสีม่วงอีก มันคงจะฟังดูดีในลายจุด คุณน่าจะฟังดูดีสำหรับสิ่งที่เผ็ดร้อน’ น่ะครับ”

            สำหรับวิลเลียมส์ ความพยายามแต่ละครั้งเป็นแพลทฟอร์มสำหรับการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์ของเขา ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหมกมุ่นอยู่กับมันตั้งแต่เริ่มต้นทำงานในแวดวงดนตรี ตอนที่เขาเป็นนักเรียนเกรดเจ็ดที่โอลด์ โดเนชัน เซ็นเตอร์ โรงเรียนสำหรับเด็กมีพรสวรรค์ ที่ตั้งอยู่ในเวอร์จิเนีย บีช บ้านเกิดของวิลเลียมส์ ตามมาด้วยกาเล่นในวงดนตรีของโรงเรียนปรินเซส แอนน์ ไฮสคูล วิลเลียมส์ที่ทำหน้าที่เป็นมือกลองและมือคีย์บอร์ด ถูกค้นพบระหว่างแสดงกับฮิวโก้ที่การแสดงความสามารถในไฮสคูลโดยเท็ดดี้ ไรลีย์ ศิลปินแนวนิวแจ็คสวิง ผู้เซ็นสัญญาทั้งคู่ในฐานะเดอะ เนปจูนส์หลังจากที่พวกเขาสำเร็จการศึกษาได้ไม่นาน

            สไตล์ดนตรีของวิลเลียมส์ได้ปรากฏต่อสาธารณชนในท่อนเดียวของซิงเกิลคลาสสิกของเร็คเอ็กซ์-เอ็น-เอฟเฟ็กต์ “Rump Shaker” และนับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็มีแทร็คอีกนับสิบที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเพลงคลาสสิก ซึ่งรวมถึง “Hot in Herre” ของเนลลี, “I Just Wanna Love U (Give it 2 Me)” ของเจย์ซี,   “I’m A Slave 4 U” ของบริทนีย์ สเปียร์ส, “Milkshake” ของเคลิส, “Got Your Money” ของโอล’ เดอร์ตี้ บาสตาร์ดและ “Drop It Like It’s Hot” ของสนู้ป ด็อกก์ ถ้าเพลงเหล่านี้เป็นนักเบสบอล พวกเขาก็คงจะมีตัวเลขหลังเกษียณเรียบร้อยแล้ว ในปี 2010 บิลบอร์ดได้เลือกเดอะ เนปจูนส์ให้เป็น “โปรดิวเซอร์แห่งทศวรรษ” ของพวกเขาและวิลเลียมส์ก็ได้รับสี่รางวัลแกรมมี อวอร์ด (รวมถึงรางวัล “โปรดิวเซอร์แห่งปี-นอนคลาสสิก” ปี 2004) และรางวัลโกลเดน โน้ต อวอร์ดจากแอสแค็พในปี 2012 แต่ผู้มองอนาคตก็ไม่ได้รับอนุญาตให้มองอดีตนานเกินไปนัก ไม่ว่าเขาจะมามีชื่อเสียงโด่งดังแค่ไหนก็ตาม ในช่วงเริ่มแรก จิมมี โอวิน ผู้อำนวยการ อินเตอร์สโคป เจฟเฟน เอ แอนด์ เอ็ม ได้บอกเอนเตอร์เทนเมนต์ วีคลีย์ว่า “ฟาร์เรลล์มีวิสัยทัศน์สำหรับทุกแง่มุมของวัฒนธรรม เขาเป็นเด็กสมัยใหม่ เขาหายใจเข้าออกเป็นร็อค, ฮิปฮ็อป, อาร์แอนด์บี เขาทำได้ทุกกอย่างเลยครับ”

             ในหลายๆ แง่มุม วิลเลียมส์ยังคงเป็นเด็กสมัยใหม่คนนั้น ไม่ว่าเขาจะทำงานล้ำยุค (เหมือนอย่างอัลบัมทั้งสี่ที่เขาปล่อยออกมาร่วมกับวงฮิปฮ็อป/อัลเทอร์เนทีฟ ร็อค N*E*R*D*) หรือทำงานเมนสตรีมก็ตาม (เขาทำหน้าที่ซูเปอร์ไวเซอร์ฝ่ายดนตรีสำหรับอคาเดมี อวอร์ดในปี 2012) เขามักจะมองไปข้างหน้าและสนับสนุนคนใหม่ๆ ด้วยวิสัยทัศน์และแรงขับดันที่คล้ายๆ กัน ผลงานล่าสุดของวิลเลียมส์คือ ไอ แอม อาเธอร์ บริษัทมัลติมีเดียที่รวมกิจการสร้างสรรค์ทั้งหมดของเขาไว้ด้วยกัน ซึ่งรวมถึงค่ายเพลงและแชนแนล YouTube ที่นำเสนอรายการต่างๆ เช่น The Misadventures of Awkward Black Girl, Nardwuar the Human Serviette และ StereoTypes พันธกิจของเว็บไซต์นี้ ตามที่วิลเลียมส์ได้อธิบายในเว็บไซต์  www.iamOTHER.com ของเขา “ยกย่องคนที่ผลักดันสังคมไปข้างหน้า ทั้งนักคิด นวัตกร และคนนอกคอก” เพราะ “ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่าคนแหกกฎเป็นคนที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก”

            นอกเหนือจากความสนใจด้านดนตรีและดิจิตอลแล้ว วิลเลียมส์ ผู้ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม เป็นหุ้นส่วนของบริษัทเท็กซ์ไทล์ในนิวยอร์ก ซิตี้ ไบโอนิค ยาร์น ซึ่งสร้างเนื้อผ้าพอเพียง ที่ทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิลสำหรับแบรนด์ต่างๆ เช่นแก็ป, ทิมเบอร์แลนด์, โคล ฮานและไนกี้ นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ฟรอม วัน แฮนด์ ทู แอนนาธเธอร์ (โฟห์ต้า) ศูนย์ความรู้ในเวอร์จิเนีย บีช ที่สนับสนุนเครื่องมือการศึกษาทางเลือกให้กับเด็กในสังคม มากกว่าเครื่องมือในระบบโรงเรียน “ลองนึกดูสิครับว่ามีเด็กมากแค่ไหนที่สามารถทำในสิ่งที่ผมได้ทำ หรือทำได้เหนือกว่าผมถ้าเราเตรียมเครื่องมือให้กับพวกเขา” เขากล่าว แม้ว่าเขาเข้าสู่ทศวรรษที่สามในฐานะหนึ่งในศิลปินร่วมสมัยที่ยอดเยี่ยมของเรา วิลเลียมส์กลับไม่ได้ชะลอลงเลย “หนึ่งในความสุขของการทำงานในธุรกิจนี้คือผมได้สำรวจเรื่องของเท็กซ์ไทล์ตลอดเวลา” เขากล่าว “มันเกือบจะเหมือนกับการอยู่ในแวดวงแฟชัน เราทำงานกับวัสดุมากมาย และผมก็ทำแบบเดียวกันกับงานดนตรี ผมมักจะมองหาเครื่องดนตรีและซาวน์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งไม่ใช่ซาวน์ในแง่ของผลงาน แต่เป็นซาวน์เครื่องดนตรีใหม่ นั่นเป็นธุรกิจของผมครับ” การทำงานของวิลเลียมส์ ซึ่งอาศัยสัญชาตญาณและวิสัยทัศน์มากกว่าการฝึกฝนอย่างเป็นทางการหรือสูตรใดๆ ก็ตาม เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงเท็กซ์เจอร์และสีสันของวัฒนธรรมป๊อป