UIP
Fri, 26 Jul 2013 05:30:00 GMT | By UIP

PAIN & GAIN - ไม่เจ็บ ไม่รวย



PAIN & GAIN

ชื่อภาพยนตร์                 PAIN & GAIN

ชื่อไทย                          ไม่เจ็บ ไม่รวย

วันที่เข้าฉาย                   12 กันยายน 2556

จัดจำหน่าย                    บริษัท ยูไนเต็ด อินเตอร์เนชั่นแนล พิคเจอร์ส (ฟาร์ อีสต์)

ข้อมูลภาพยนตร์

Pain and Gain เป็นเรื่องราวอาชญากรรมจริงๆ ในยุค 90  นำแสดงโดย มาร์ค วอห์ลเบิร์ก, ดเวย์น จอห์นสัน (เดอะ ร็อค) และแอนโทนี่ แมคกี้

PAIN & GAIN

                  จากเรื่องจริงที่ไม่น่าเชื่อของ 3 ผู้ฝึกสอนส่วนบุคคลที่ฟิตเนสแห่งหนึ่งในไมอามี่ เมื่อปี ค.ศ. 1990  ที่พยายามไล่ตามความฝันสู่ความร่ำรวยตามแบบฉบับของชาวอเมริกัน ด้วยแผนการณ์รวยลัดสุดแสบ จนเข้าไปพันพัวกับเจ้าพ่ออาชญากร สู่การลักพาตัว และบานปลายกลายเป็นความผิดพลาดสุดเลวร้ายกว่าที่คิด

ประวัตินักแสดง

                มาร์ค วอห์ลเบิร์ก (Mark Wahlberg) รับบท แดเนียล ลูโก้

PAIN & GAIN

                มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดและลูกโลกทองคำจากการแสดงที่โดดเด่นของเขาใน “The Fighter” และดรามาชื่อดังโดยมาร์ติน สกอร์เซซีเรื่อง “The Departed”

                อาชีพนักแสดงภาพยนตร์ที่น่าทึ่งของเขาเริ่มต้นจากภาพยนตร์โดยเพ็นนี มาร์แชลเรื่อง “Renaissance Man” และ “The Basketball Diaries” ที่แสดงประกบลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ตามด้วยการแสดงประกบรีส วิทเธอร์สปูนในทริลเลอร์เรื่อง “Fear” เขาชื่นชอบการรับบทตัวละครที่หลากหลายสำหรับผู้กำกับวิสัยทัศน์ไกลอย่างเดวิด โอ. รัสเซล, ทิม เบอร์ตันและพอล โธมัส แอนเดอร์สัน

                การแสดงแจ้งเกิดของเขาใน “Boogie Nights” ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงที่เป็นที่ต้องการตัวสูงสุดในฮอลลีวูด ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงนำใน “Three Kings” และ “The Perfect Storm” ประกบจอร์จ คลูนีย์และ “The Italian Job” ประกบชาร์ลิซ เธอรอน และเขาก็ได้แสดงนำในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับฟุตบอลเรื่อง “Invincible” ประกบเกร็ก คินเนียร์และ “Shooter” ที่สร้างจากนิยายเบสต์เซลเลอร์เรื่อง Point of Impact หลังจากนั้น เขาก็ได้ร่วมงานกับผู้กำกับเจมส์ เกรย์จาก “The Yards” และวาคิน ฟินิกซ์ใน “We Own the Night” ซึ่งเขาอำนวยการสร้างด้วย โปรเจ็กต์อื่นๆ ของเขาได้แก่ “The Happening,” Max Payne” และภาพยนตร์ที่ปีเตอร์ แจ็คสันดัดแปลงจาก “The Lovely Bones” 

                ในปี 2010 วอห์ลเบิร์กได้แสดงในคอเมดีเรื่อง “Date Night” ประกบทีนา เฟย์และ “The Other Guys” ประกบวิล เฟอร์เรล นอกจากนี้ เขายังทีมนักแสดงในดรามาชกมวยสำหรับครอบครัวที่ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดเรื่อง “The Fighter” อีกด้วย เมื่อปีที่แล้ว เขาได้แสดงใน “Contraband” ประกบเคท เบคคินเซล และคอเมดียอดนิยมเรื่อง “Ted” ประกบเซธ แม็คฟาร์เลน

                ล่าสุด เขานำแสดงใน “Broken City” ประกบรัสเซล โครว์และจะได้แสดงประกบเดนเซล วอชิงตันใน “2 Guns” และในภาพยนตร์ชีวประวัติเกี่ยวกับนาวีซีลเรื่อง “Lone Survivor”

                ในเดือนพฤษภาคม ปี 2013 เขาจะเริ่มถ่ายทำโปรเจ็กต์เรื่องที่สองของเขากับผู้กำกับไมเคิล เบย์ในภาคสี่ของแฟรนไชส์ยอดนิยมเรื่อง”Transformers”

                วอห์ลเบิร์ก ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำ รางวัลพีบอดี้ อวอร์ด ได้รับการเสนอชื่อชิงสองรางวัลออสการ์ สิบรางวัลลูกโลกทองคำและสี่รางวัลเอ็มมี นอกเหนือจากเรื่อง “Lone Survivor,” “Broken City,” “Contraband,” “The Fighter” และ “We Own the Night” แล้ว เขายังได้ทำหน้าที่ผู้ควบคุมงานสร้างซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Boardwalk Empire,” “Entourage,” “In Treatment” และ “How to Make it in America” อีกด้วย

                วอห์ลเบิร์ก ผู้ใจบุญสุนทาน ได้ก่อตั้งมาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยูธ ฟาวน์เดชันขึ้นในปี 2001 เพื่อช่วยเหลือเด็กและวัยรุ่นในตัวเมือง

            ดเวย์น จอห์นสัน (Dwayne Johnson) รับบทพอล ดอยล์

PAIN & GAIN

                 ดเวย์น จอห์นสันมีแผนที่จะมีปีที่ยอดเยี่ยมอีกหนึ่งปีในปี 2013 โดยเขาได้แสดงในภาพยนตร์ที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก ตั้งแต่ทริลเลอร์ดรามาเรื่อง “Snitch” เกี่ยวกับพ่อผู้ทำงานแฝงตัวให้กับปปส. เพื่อปลดปล่อยลูกชายเขาจากคุกหลังจากโดนใส่ร้ายว่าค้ายาเสพติด ไปจนถึง “G.I. Joe: Retaliation” ภาคสามของแฟรนไชส์แอ็กชันผจญภัย ประกบบรูซ วิลลิสและแชนนิง ทาทัม และภาพยนตร์อินดีดรามาเรื่อง “Empire State” ประกบเลียม เฮมส์เวิร์ธและเอ็มมา โรเบิร์ตส์ เขายังคงสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐาะนักแสดงมากความสามารถและเป็นที่ต้องการตัวสูงอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนี้ เขาจะเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์ของเบรท แรทเนอร์เรื่อง “Hercules” และไม่นานหลังจากนี้ เขาก็จะได้แสดงประกบเลียม เฮมส์เวิร์ธและเซอร์แอนโธนี ฮ็อปกินส์ในภาพยนตร์เรื่อง “Arabian Nights” ผลงานเรื่องอื่นๆ หลังจากนี้ของเขาได้แก่ภาพยนตร์โดยแบร์รี ซอนเนนเฟลด์เรื่อง “Lore” ที่สร้างจากนิยายภาพโดยแอชลีย์ วู้ดและ” Journey to the Center of the Earth 3”

                ผลงานล่าสุดของเขา “Journey 2: The Mysterious Island” กวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 325 ล้านเหรียญ และในปี 2011 ภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเรื่อง “Fast Five” ก็ทำรายได้มากกว่าภาพยนตร์ภาคอื่นๆ ในแฟรนไชส์ “Fast and Furious” ด้วยรายได้กว่า 626 ล้านเหรียญ

ผลงานก่อนหน้านี้ที่หลากหลายของจอห์นสันรวมถึง include “Race to Witch Mountain,” “The Tooth Fairy,” “Planet 51,” “Get Smart” และ “The Game Plan” ในปี 2009 เอนเตอร์เทนเมนต์ วีคลีได้ยกย่องจอห์นสันให้เป็นเอลิสต์รุ่นใหม่ของฮอลลีวูด เทียบเท่ากับโรเบิร์ต ดาวนีย์, จูเนียร์, เอลเลน เพจ, เจมส์ แม็คอะวอยและเอมี อดัมส์

                ก่อนหน้านี้ เขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเขา ด้วยการได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งนักวิจารณ์และผู้ชม ในบทบอดีการ์ดเกย์ ผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องใน “Be Cool” ซีเควลของเรื่อง “Get Shorty” โดยเอ็มจีเอ็ม ประกบจอห์น ทราโวลตา, อูม เธอร์แมนและวินซ์ วอห์น นอกจากนี้ สำหรับเอ็มจีเอ็มแล้ว จอห์นสันยังได้แสดงรีเมกปี 2004 เรื่อง “Walking Tall” ในบทนายอำเภอ ผู้กลับมาบ้านเกิดหลังจากเข้ารับใช้กองทัพ แต่ต้องมาพบกับเมืองที่เสื่อมโทรมไปด้วยการคอร์รัปชัน ก่อนหน้านั้น จอห์นสันได้แสดงในภาพยนตร์ยูนิเวอร์แซลเรื่อง “The Rundown” แอ็กชัน/คอเมดีชื่อดังที่กำกับโดยปีเตอร์ เบิร์กและร่วมแสดงโดยฌอน วิลเลียม สก็อต, โรซาริโอ ดอว์สันและคริสโตเฟอร์ วอลเคน ที่ช่วยตอกย้ำสถานะพระเอกนักบู๊ของเขาและความเป็นพระเอกหลังจากความสำเร็จยิ่งใหญ่ของ “The Scorpion King”

               ดเวย์น จอห์นสันเกิดในซานฟรานซิสโกและเติบโตในฮาวาย เขาประสบความสำเร็จการได้ร่วมทีมออลอเมริกันสมัยไฮสคูล และได้ทำหน้าที่ไลน์แมนตัวรับคนดังให้กับทีมมหาวิทยาลัยไมอามี เฮอร์ริเคนส์ และช่วยนำทีมของเขาผ่านอุปสรรคมากมายจนกลายเป็นแชมป์ระดับประเทศ หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไมอามี จอห์นสันก็ได้เดินตามรอยเท้าของร็อคกี้ จอห์นสัน พ่อผู้มีชื่อจารึกอยู่ในดับบลิวดับบลิวอี ฮอล ออฟ เฟมของเขา และไฮ ชีฟ ปีเตอร์ ไมเวีย ปู่ของเขา ด้วยการเข้าร่วมแวดวงกีฬาบันเทิงของดับบลิวดับบลิวอี ภายในเวลาเจ็ดปี (1996-2003) อารมณ์ที่รุนแรงของเขาได้นำไปสู่ความสำเร็จด้วยสถิติผู้เข้าชมสูงสุดในอเมริกาและทำลายสถิติการจ่ายเงินเพื่อชมการแข่งขันระหว่างนั้นด้วยเช่นกัน “เดอะ ร็อค” ตัวละครที่ดเวย์น จอห์นสันได้สร้างขึ้นได้กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่มีเสน่ห์สูงสุดและมีพลังพลุ่งพล่านสูงสุดเท่าที่วงการเคยเห็น

                ความรักในการแสดงของเขาและความต้องการที่จะชิมลางงานอื่นทำให้เขาได้ออกรายการ “Saturday Night Live” ในเดือนมีนาคม ปี 2000 และทำให้หลายคนประหลาดใจด้วยความชำนาญในการแสดงคอเมดีของเขา และมันก็ทำให้รายการนี้มีเรตติ้งสูงสุดในปีนั้น หลังจากนั้น จอห์นสันก็ได้รับเลือกจากสตีเฟน ซอมเมอร์สให้แสดงใน “The Mummy Returns” ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 400 ล้านเหรียญทั่วโลก ตัวละครของเขาได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริหารของยูนิเวอร์แซล ระหว่างการฉายฟิล์ม จนพวกเขาวางแผนที่จะสร้างภาพยนตร์จากตัวละครของเขาในทันที ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง The Scorpion King ก็ทำลายสถิติบ็อกซ์ออฟฟิศในปี 2002 ด้วการเป็นภาพยนตร์ที่เปิดตัวด้วยรายได้สูงสุดตลอดกาลประจำเดือนเมษายน

                ในปี 2006 จอห์นสันได้ก่อตั้งเดอะ ร็อค ฟาวน์เดชันขึ้น โดยพันธกิจของเดอะ ร็อค ฟาวน์เดชันคือการให้การศึกษา ให้อำนาจและให้แรงจูงใจกับเด็กๆ ทั่วโลกผ่านทางความสมบูรณ์พร้อมทางกายภาพและสุขภาพ จอห์นสันเป็นนักสังคมสงเคราะห์ผู้มุ่งมั่น เขาเป็นโฆษกคนปัจจุบันของโครงการรณรงค์เรื่องโรคเบาหวานของมูลนิธิเอนเตอร์เทนเมนต์ อินดัสทรี ฟาวน์เดชัน นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกดาราคนดังสำหรับสภากาชาดอเมริกันและทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีคนดังแห่งชาติสำหรับมูลนิธิเดอะ เมค อะ วิช ฟาวน์เดชันอีกด้วย ในปี 2008 สภาคองเกรสอเมริกาและคณะกรรมาธิการผู้นำร่วมของอเมริกาได้ยกย่องเขาด้วยการมอบรางวัลฮอไรซัน อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลที่สภาคองเกรสมอบให้กับภาคเอกชน ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำอันโดดเด่นและมอบโอกาสให้กับเยาวชนทั่วประเทศ

                จอห์นสันผู้ไม่พอใจอยู่กับการอยู่หน้ากล้องเท่านั้น ได้เขียนอัตชีวประวัติของตัวเองขึ้นในชื่อ The Rock Says ซึ่งติดอันดับหนึ่งเบสต์เซลเลอร์ชองนิวยอร์ก ไทม์ หลังจากที่ตีพิมพ์ในเดือนมกราคม ปี 2000 ได้ไม่นาน

จอห์นสันเป็นคนรักครอบครัว เขาเป็นพ่อของซิโมน อเล็กซานดรา จอห์นสันวัยแปดขวบและเป็นคู่ชีวิตที่ซื่อสัตย์ของแดนี การ์เซีย

แอนโธนี แม็คกี้ (Anthony Mackie)รับบทเอเดรียน ดอร์บัล

PAIN & GAIN

                แอนโธนี แม็คกี้ นักแสดงผู้ฝึกฝนการแสดงคลาสสิก ได้เข้าศึกษาที่จูเลียร์ด สคูล ออฟ ดรามา เขาได้รับการค้นพบหลังจากได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมจากบททูปัค ชาคูร์ในละครออฟบรอดเวย์เรื่อง “Up Against the Wind” 

               หลังจากนั้น แม็คกี้ก็ได้เปิดตัวในโลกภาพยนตร์อย่างงดงามด้วยบทปาป้า ด็อค คู่แข่งของเอมิเนมในภาพยนตร์โดยเคอร์ติส แฮนสันเรื่อง “8 Mile” การแสดงของเขาได้รับความสนใจจากสไปค์ล ลี ผู้ที่หลังจากนั้นก็เลือกแม็คกี้ให้แสดงใน “Sucker Free City” ที่ได้รับเลือกให้เข้าฉายในโปรแกรมมาสเตอร์สของเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโตปี 2004 และ “She Hate Me” นอกจากนั้น เขายังได้แสดงในภาพยนตร์รางวัลอคาเดมี อวอร์ดโดยคลินท์ อีสต์วู้ดเรื่อง “Million Dollar Baby” ประกบฮิลลารี สแวงค์, มอร์แกน ฟรีแมนและอีสต์วู้ด รวมถึงภาพยนตร์โดยโจนาธาน เดมม์เรื่อง  “The Manchurian Candidate” ประกบเดนเซล วอชิงตันและลีฟ ชไรเบอร์และคอเมดีเรื่อง “The Man” ที่นำแสดงโดยซามวล แอล. แจ็คสัน

               แม็คกี้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลไอเอฟพี สปิริตและก็อทแธม อวอร์ดจากการแสดงของเขาในภาพยนตร์โดยร็อดนีย์ อีวานส์เรื่อง “Brother to Brother” ซึ่งได้รับรางวัลสเปเชียล ดรามาติค จูรี ไพรซ์จากงานเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ปี 2004 และรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดสาขาภาพยนตร์เปิดตัวยอดเยี่ยม ในปี 2005 เขาได้แสดงใน “Heavens Fall” ภาพยนตร์อินดีที่สร้างจากการไต่สวนคดีสก็อตส์โบโร บอยส์ ที่โด่งดัง ซึ่งเปิดตัวในงานเทศกาลภาพยนตร์เซาธ์บายเซาธ์เวสต์ปี 2006 ในออสติน  

              นอกจากนี้ เขายังมีผลงานภาพยนตร์ห้าเรื่องในปี 2006 โดยนอกเหนือจาก “We Are Marshall” แล้ว เขายังได้แสดงใน “Half Nelson” ประกบไรอัน กอสลิง ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นรางวัลซันแดนซ์โดยผู้กำกับไรอัน เฟล็คเรื่อง “Gowanus Brooklyn,” ใน “Crossover” โดยเพรสตัน วิทเมอร์, ในดรามาอาชญากรรมรวมดาราโดยแฟรงค์ อี. ฟลาวเวอร์สเรื่อง “Haven” ประกบออร์ลันโด บลูมและบิล แพ็กซ์ตันและในภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจาก “Freedomland” โดยริชาร์ด ไพรซ์ ที่นำแสดงโดยซามวล แอล. แจ็คสัน

              ระหว่างแสดงงานภาพยนตร์ เขาก็ได้แสดงละครเวทีทั้งที่เป็นบรอดเวย์และออฟบรอดเวย์ด้วย เขาเปิดตัวบนเวทีบรอดเวย์ในบทซิลเวสเตอร์ หลานชายผู้พูดติดอ่าง ประกบวู้ปปี้ โกลด์เบิร์กในละครโดยออกัสต์ วิลสันเรื่อง “Ma Rainey’s Black Bottom” หลังจากนั้น เขาก็ได้แสดงในละครไชคอฟเรื่อง “The Seagull” ที่เรจินา คิงนำมาบอกเล่าใหม่ให้ทันสมัยขึ้น, ในละครโดยสตีเฟน เบลเบอร์เรื่อง “McReele” สำหรับราวน์อเบาท์ เธียเตอร์ คัมปะนี และได้แสดงในละครรางวัลพูลิทเซอร์เรื่อง    “A Soldier’s Play” ในบทของตัวละครที่เดนเซล วอชิงตันทำให้โด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อนหน้านี้ ล่าสุด เขาได้ร่วมแสดงใน “August Wilson’s 20th Century” ที่จัดขึ้นโดยเคนเนดี้ เซ็นเตอร์ ในฐานะหนึ่งในกว่า 30 นักแสดงจอเงินและละครเวทีผู้โด่งดัง เขาได้แสดงในละครสามในสิบเรื่องของวิลสัน ที่เล่าประสบการณ์ของชาวแอฟริกัน/อเมริกัน ซึ่งแต่ละเรื่องเกิดขึ้นในทศวรรษที่แตกต่างกันในศตวรรษที่ 20 แม็คกี้ ผู้ชื่นชอบการแสดงละครเวที หวังว่าจะได้หวนคืนสู่ละครเวทีเร็วๆ นี้ 

PAIN & GAIN

             ในปี 2009 แม็คกี้รับบทร้อยโทเจที แซนบอร์นในภาพยนตร์ของแคทริน ไบจ์โลว์เรื่อง The Hurt Locker  ที่ไม่เพียงแต่ทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอินดีเพนเดนท์ สปิริต อวอร์ดเท่านั้น แต่ยังได้รับรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม สาขากำกับยอดเยี่ยม สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอีกสามสาขาอีกด้วย ในปีเดียวกันนั้นเอง แม็คกี้ได้กลับไปรับบททูปัค ชาคูร์อีกครั้งในภาพยนตร์โดยฟ็อกซ์ เสิร์ชไลท์เรื่อง “Notorious” อัตชีวประวัติของโนโทเรียส บี.ไอ.จี. นอกจากนี้ เขายังรับบทนายพลวิลเลียม โบว์แมนในภาพยนตร์โดยดรีมเวิร์คส์ สตูดิโอส์เรื่อง “Eagle Eye” อีกด้วย

ในปี 2010 แม็คกี้ได้หวนคืนสู่เวทีบรอดเวย์อีกครั้ง ด้วยการแสดงในละครโดยมาร์ติน แม็คโดนัฟเรื่อง “A Beheading in Spokane” นอกจากนี้ เขายังได้ร่วมแสดงกับเคอร์รี วอชิงตันในดรามาเรื่อง “Night Catches Us” ซึ่งเข้าฉายในวันที่ 3 ธันวาคม ปี 2010 อีกด้วย ในปี 2011 เขาได้แสดงในภาพยนตร์โดยยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์สเรื่อง “The Adjustment Bureau” ซึ่งร่วมแสดงโดยแมทท์ เดมอนและเอมิลี บลันท์ และภาพยนตร์โดยดิสนีย์/ดรีมเวิร์คส์เรื่อง “Real Steel” ที่นำแสดงโดยฮิวจ์ แจ็คแมนอีกด้วย

 ในปีนี้ เขาได้แสดงภาพยนตร์หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง “Man on a Ledge” ประกบแซม เวิร์ทธิงตันและอลิซาเบธ แบงค์,

“10 Years” ที่ร่วมแสดงโดยแชนนิง ทาทัม, เคท มารา, โรซาริโอ ดอว์สันและจัสติน ลองและ “Abraham Lincoln: Vampire Hunter” ที่กำกับโดยทิเมอร์ เบคแมนเบทอฟ

                2013 เป็นปีที่งานชุมสำหรับแม็คกี้ เขาจะได้แสดงประกบฟอเรสต์ วิทเทคเกอร์และซานา ลาธานในทริลเลอร์สยองขวัญเรื่อง “Vipaka,” ดรามาเกี่ยวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่จากผู้กำกับจอร์จ ทิลแมน จูเนียร์, “The Inevitable Defeat of Mister and Pete” ที่นำแสดงโดยอเดเวล อาคินนูเย-แอ็กบาเจ, เจฟฟรีย์ ไรท์, เจนนิเฟอร์ ฮัดสันและจอร์ดิน สปาร์คส์, ทริลเลอร์อาชญากรรมเรื่อง “Runner, Runner” ประกบเบน เอฟเฟล็ค, จัสติน ทิมเบอร์เลคและเจ็มมา อาร์เทอร์ทันและการแสดงนำในภาพยนตร์ชีวประวัติ “Bolden” ซึ่งแม็คกี้รับบทบัดดี้ โบลเดน ราชันย์โคโรเน็ทแห่งนิวออร์ลีนส์คนแรก แม็คกี้จะร่วมแสดงกับทีมนักแสดงระดับแนวหน้า ซึ่งรวมถึงคริส อีวานส์, ซามวล แอล. แจ็คสันและสการ์เล็ตต์ โยฮันสันใน “Captain America: The Winter Soldier” ที่มีกำหนดจะเข้าฉายในฤดูใบไม้ผลิปี 2014

            โทนี แชลล็อบ (Tony Shalhoub) รับบท วิคเตอร์ เคอร์ชอว์

PAIN & GAIN

                โทนี แชลล็อบ ได้รับรางวัลเอ็มมี ลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ด จากซีรีส์ “Monk” ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของโทนีได้แก่ “The Great New Wonderful,” “Galaxy Quest,” “Spy Kids,” “The Siege,” “Searching for Bobby Fisher,” “Primary Colors,””Men in Black,” “The Man Who Wasn’t There” และ “Big Night” เขาได้พากย์เสียงหลุยจี้ในภาพยนตร์ยอดนิยมเรื่อง “Cars” เขาได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เอชบีโอเรื่อง “Too Big to Fail” และ “Hemingway and Gellhorn” แชลล็อบเปิดตัวในฐานะผู้กำกับด้วยภาพยนตร์อินดีเรื่อง “Made-Up” ซึ่งเขาร่วมแสดงกับบรู๊ค อดัมส์ ภรรยาของเขา ผลงานของแชลล็อบ นักแสดงละครเวทีผู้ประสบความสำเร็จ ได้แก่  “Waiting for Godot,” “The Heidi Chronicles,” “Conversations with My Father,” “The Scene” และ “Lend Me A Tenor”  ปัจจุบัน แชลล็อบกำลังอยู่ระหว่างการซ้อมละครเรื่อง “Golden Boy” ที่เปิดแสดงที่เบลาสโก เธียเตอร์ในวันที่ 6 ธันวาคม ปี 2012

               

            เอ็ด แฮร์ริส (Ed Harris) รับบท เอ็ด ดู บัวส์ ที่สาม

PAIN & GAIN

                เอ็ด แฮร์ริส นักแสดงพรสวรรค์และมากความสามารถ จะได้แสดงในภาพยนตร์หลายเรื่อง ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในปี 2013 รวมถึงทริลเลอร์สงครามเย็นเรื่อง “Phantom” ที่ร่วมแสดงกับเดวิด ดูคอฟนีย์และวิลเลียม ฟิชท์เนอร์, “The Look of Love” ประกบแอนเน็ตต์ เบนนิง ภายใต้การกับอารี โพเซนและภาพยนตร์เวสเทิร์นเรื่อง “Sweetwater” ประกบแจนยัวรี โจนส์และเจสัน ไอแซ็คส์

                แฮร์ริสเปิดตัวผลงานการกำกับเรื่องแรกของเขาด้วย “Pollock” และได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลอคาเดมี อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากการแสดงนำของเขา มาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน เพื่อนร่วมแสดงของเขา ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมภายใต้การกำกับของเขา ผลงานภาพยนตร์ของเขาได้แก่ “Appaloosa” (ผู้กำกับ, มือเขียนบทและนักแสดงนำ), “A History of Violence” (รางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์แห่งชาติ), “The Hours” (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์, ลูกโลกทองคำ, แซ็กและบาฟตา), “Gone Baby Gone,” “The Truman Show” (ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลออสการ์และลูกโลกทองคำ ได้รับรางวัลแซ็ก อวอร์ด), “Copying Beethoven,” “The Right Stuff,” “The Abyss,” “The Rock,” “The Human Stain,” “A Beautiful Mind,” “Stepmom,” “The Firm,” “A Flash of Green,” “Places in the Heart,” “Alamo Bay,” “Sweet Dreams,” “Jacknife,” “State of Grace,” “The Third Miracle” และ “Touching Home” เมื่อเร็วๆ นี้ เขาได้ร่วมงานกับผู้กำกับปีเตอร์ เวียร์อีกครั้ง  (“The Truman Show”) ด้วยการนำแสดงในภาพยนตร์อีพิคผจญภัยที่ได้รับเสียงวิจารณ์ชื่นชมของเวียร์เรื่อง “The Way Back”

                ล่าสุด แฮร์ริสได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมีจากการแสดงประกบจูลีแอนน์ มัวร์และวู้ดดี้ ฮาร์เรลสันในภาพยนตร์เอชบีโอรางวัลเอ็มมี อวอร์ดเรื่อง “Game Change” ที่กำกับโดยเจย์ โร้ค นอกจากนี้ เขายังได้แสดงประกบพอล นิวแมนมินิซีรีส์เอชบีโอเรื่อง “Empire Falls” ซึ่งทำให้เขาได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลเอ็มมี ลูกโลกทองคำและแซ็ก อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ผลงานจอแก้วของเขาได้แก่ “The Last Innocent Man,” “Running Mates,” “Paris Trout” และ “Riders of the Purple Sage” ซึ่งเขาและเอมี เมดิแกน ในฐานะผู้ร่วมอำนวยการสร้างและนักแสดง ได้รับรางวัลเวสเทิร์น แฮริเทจ แรงเลอร์ อวอร์ดสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่แพร่ภาพทางโทรทัศน์

                ต้นปีนี้ แฮร์ริสเพิ่งเสร็จสิ้นจากการแสดงที่เจฟเฟน เพลย์เฮาส์ในลอสแองเจลิส ที่เขาได้แสดงประกบเอมี เมดิแกน, บิล พุลแมนและเกลนน์ เฮดลีย์ในละครรอบปฐมทัศน์โดยนักเขียนบทละครเบธ เฮนลีย์เรื่อง “The Jacksonian” ที่กำกับโดยโรเบิร์ต ฟอลส์ แฮร์ริสได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสมาคมนักวิจารณ์เอาเตอร์สาขาการแสดงเดี่ยวยอดเยี่ยมและรางวัลลูซิลล์ ลอร์เทล สาขาการแสดงเดี่ยวยอดเยี่ยมจากละครออฟบรอดเวย์เรื่อง “Wrecks” ที่โรงละครพับลิค เธียเตอร์ในนิวยอร์ก ซิตี้ เขาได้ร่วมงานกับมือเขียนบท/ผู้กำกับ นีล ลาบู๊ท ในรอบปฐมทัศน์โลกที่เอฟเวอรี พาเลซ เธียเตอร์ในคอร์ก ประเทศไอร์แลนด์และได้รับรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ละครแอลเอ ปี 2010 สาขาการแสดงเดี่ยวยอดเยี่ยมจากละครเรื่อง “Wrecks” ที่เจฟเฟน เพลย์เฮาส์ ผลงานละครของเขารวมถึงละครโดยโรนัลด์ ฮาร์วู้ดเรื่อง “Taking Sides,” ละครโดยแซม เชพเพิร์ดเรื่อง “Fool for Love” (โอบี้) และ “Simpatico” (รางวัลลูซิลล์ ลอร์เทล อวอร์ดสาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม), ละครโดยจอร์จ เฟิร์ธเรื่อง “Precious Sons” (ดรามา เดสก์ อวอร์ด), “Prairie Avenue,” “Scar,” “A Streetcar Named Desire,” “The Grapes of Wrath” และ “Sweet Bird of Youth”

          

            เคน จอง (Ken Jeong) รับบท จอนนี่ วู

PAIN & GAIN

                เคน จอง ที่เป็นที่รู้จักจากความสามารถในการขโมยซีนของเขา ได้สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองในฐานะนักแสดงสมทบที่ขาดไม่ได้สำหรับภาพยนตร์คอเมดียอดนิยมในปัจจุบัน ในเดือนเมษายน ปี 2009 เขาได้แสดงบทมิสเตอร์โชว์ ม็อบสเตอร์ชาวเอเชียน ในคอเมดียอดนิยมแบบผิดคาดเรื่อง “The Hangover” ที่นำแสดงโดยแบรดลีย์ คูเปอร์, เอ็ด เฮล์มส์และแซ็ค กาลิฟิอานาคิส ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นคอเมดีเรท R ที่ทำรายได้สูงสุดจนถึงปัจจุบัน ด้วยรายได้กว่า 467 ล้านเหรียญทั่วโลก ก่อนที่จะถูกลบสถิติโดย “The Hangover 2” ซึ่งทำรายได้ไปกว่า 581 ล้านเหรียญทั่วโลก ปัจจุบัน เขากำลังอยู่ระหว่างถ่ายทำภาคสามของแฟรนไชส์นี้ ที่มีกำหนดเข้าฉายในเดือนพฤษภาคม ปี 2013

                นับตั้งแต่ที่เขาเปิดตัวในโลกภาพยนตร์ด้วยบทคุณหมอในภาพยนตร์เรื่อง “Knocked Up” ในปี 2007 เขาก็ได้รับบทที่น่าจดจำอีกมากมายในคอเมดีที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ภาพนยตร์เรื่องแรกของจอง ที่กำกับ เขียนบทและอำนวยการสร้างโดยจั๊ดด์ อพาโทว์ ทำรายได้ 219 ล้านเหรียญในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก ปี 2008 เขาได้รับบทสำคัญเป็นครั้งแรกในฐานะตัวร้ายใน “Role Models” จองที่รับบทราชาอาร์โกทรอน ได้แสดงประกบพอล รัดด์, ฌอนน์ วิลเลียม สก็อตและคริสโตเฟอร์ มินซ์-แพลสซี ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้กว่า 90 ล้านเหรียญทั่วโลก ในปีเดียวกัน เขาได้รับบทเล็กๆ ในคอเมดีฟอร์มยักษ์อีกสองเรื่องคือ “Pineapple Express” และ “Step Brothers”

               เส้นทางอาชีพของจองเริ่มต้นในทิศทางที่ต่างออกไป เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยดุ๊คและเขาก็สำเร็จการศึกษาด้านการแพทย์จากมหาวิทยาลัยนอร์ธ แครอไลนา เขาฝึกงานด้านการแพทย์ที่นิว ออร์ลีนส์พร้อมไปกับขัดเกลาฝีมือการแสดงตลกของตัวเองไปด้วย ในปี 1995 เขาชนะการประกวดบิ๊ก อีซี ลาฟ-ออฟ ซึ่งมีผู้ตัดสินเป็นแบรนดอน ทาร์ทิคอฟ อดีตประธานเอ็นบีซีและบั๊ดด์ ฟรายด์แมน ผู้ก่อตั้งอิมโพรฟ การประกวดนี้กลายเป็นการแจ้งเกิดของเขาเมื่อทั้งคู่สนับสนุนให้จองเดินทางไปลอสแองเจลิส

               เมื่อเดินทางถึงลอสแองเจลิส เขาก็เริ่มแสดงเป็นประจำที่เดอะ อิมโพรฟและลาฟ แฟ็คทอรี และได้ร่วมแสดงในซีรีส์หลายเรื่อง ซึ่งรวมถึง “The Office,” “Entourage” และ “MADtv” แต่เขามาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักแสดงตลกในจอเงินเมื่อเขาได้รับบทดร.คูนิใน “Knocked Up” นั่นเอง ในปี 2006 เขาและไมค์ โอ’ ดอนเนล เพื่อนนักแสดงตลกได้สร้างชื่อใน YouTube ในฐานะคู่หูที่ล้อเลียนวงการแร็ป มิลเลียนดอลลาร์ สตรอง นับตั้งแต่โพสต์วิดีโอ มันก็มีผู้ชมกว่าหนึ่งล้านคนและจองและโอ’ คอนเนลก็ได้รับการทาบทามจากเอ็มทีวี ฟิล์มส์ให้เขียนบทและแสดงในเวอร์ชันภาพยนตร์

ปัจจุบัน จองเป็นขาประจำซีรีส์ “Community” ซึ่งเริ่มแพร่ภาพซีซันที่สี่ในเดือนกันยายน ในซีรีส์นี้ ที่นำแสดงโดยโจเอล แม็คเฮลและเชฟวี เชสเขารับบทเบน ชาง อดีตครูชาวสเปนผู้โกรธเกรี้ยว

               ผลงานภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ของเขาได้แก่ include “The Zookeeper,” “Transformers: Dark of the Moon,” “The Goods: Live Hard, Sell Hard” และ “All About Steve” และเขาก็ได้ปรากฏตัวในรายการ “Stand Up 2 Cancer PSA” หลายครั้ง และได้เป็นพิธีกรรายการ 2011 บิลบอร์ด มิวสิค อวอร์ดอีกด้วย

ปัจจุบัน เขาใช้ชีวิตอยู่ในลอสแองเจลิส กับภรรยาและลูกสาวฝาแฝดของเขา

แกลอรี่ภาพยนตร์

ดูทั้งหมด